• Compartir
  • Enviar por correo
  • Insertar
  • Me gusta
  • Guardar
  • Contenido privado
บรรยากาศ
 

บรรยากาศ

on

  • 2,551 reproducciones

 

Estadísticas

reproducciones

reproducciones totales
2,551
reproducciones en SlideShare
2,458
reproducciones incrustadas
93

Actions

Me gusta
1
Descargas
37
Comentarios
0

2 insertados 93

http://krukoon42.blogspot.com 75
http://kantiya5555.wordpress.com 18

Accesibilidad

Categorias

Detalles de carga

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Derechos de uso

© Todos los derechos reservados

Report content

Marcada como inapropiada Marcar como inapropiada
Marcar como inapropiada

Seleccione la razón para marcar esta presentación como inapropiada.

Cancelar
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Tu mensaje aparecerá aquí
    Processing...
Publicar comentario
Edite su comentario

    บรรยากาศ บรรยากาศ Presentation Transcript

    • บรรยากาศ
    • องค์ประกอบของอากาศ
      • อากาศเป็นของผสมที่ประกอบด้วยส่วนประกอบหลักที่สำคัญดังต่อไปนี้
      • 1. แก๊ส
    • 2. ของเหลว
      • ได้แก่ ไอน้ำ ซึ่งเกิดจากการระเหยของน้ำจากแหล่งน้ำบนพื้นผิวโลก รวมทั้งการคายน้ำของพืช และการหายใจของสัตว์
      • ได้แก่ฝุ่นละออง ซึ่งอาจเกิดจากธรรมชาติ เช่น ละอองดิน ละอองหินละออกเกสรดอกไม้ หรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์
      3. ของแข็ง
    • การแบ่งชั้นบรรยากาศ
      • นักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งชั้นบรรยากาศของโลกเป็นชั้น ๆ ตามระดับความสูงจากผิวโลก อุณหภูมิของบรรยากาศ และสมบัติแก๊สที่มีอยู่ในชั้นบรรยากาศ
    • ชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก
    • ชั้นบรรยากาศ
      • การแบ่งชั้นบรรยากาศโดยใช้อุณหภูมิ
      • เป็นเกณฑ์
      • โทรโพสเฟียร์ คือชั้นที่เราอาศัยอยู่
      • สตราโตสเฟียร์ คือ ชั้นบรรยากาศที่อยู่เหนือชั้นโทรโพสเฟียร์ขึ้นไป
      • มีโซสเฟียร์ คือชั้นบรรยากาศที่อยู่เหนือชั้นสตราโตสเฟียร์ขึ้นไป 80 กิโลเมตร
      • เทอร์โมสเฟียร์ คือ ชั้นบรรยากาศที่อยู่เหนือชั้นมีโซสเฟียร์ขึ้นไปถึงระดับ 400-500 กิโลเมตร
      • การแบ่งชั้นบรรยากาศโดยใช้สมบัติของแก็สเป็นเกณฑ์
      • โทรโพสเฟียร์ คือชั้นที่ติดกับผิวโลกถึง 12 กิโลเมตร
      • โอโซโนสเฟียร์ คือชั้นที่อยู่เหนือโทรโพสเฟียร์ขึ้นไปถึง 50-55 กิโลเมตร
      • ไอโอโนสเฟียร์ คือชั้นที่อยู่เหนือชั้นโอโซโนสเฟียร์ขึ้นไป 600 กิโลเมตร
      • เอกโซสเฟียร์ คือชั้นนอกสุดกลืนกับอวกาศ
    • โทรโพสเฟียร์ สตาร์โตสเฟียร์ ไอโอโนสเฟียร์ เอกโซเฟียร์
    •  
    • ประโยชน์ของชั้นบรรยากาศ
      • 1. ช่วยปรับอุณหภูมิของโลกให้เหมาะกับการดำรงชีวิตถ้าไม่มีชั้นบรรยากาศ กลางวันโลกอุณหภูมิ 110 องศาเซลเซียส กลางคืนอุณหภูมิ -180 องศาเซลเซียส
    • ประโยชน์ของชั้นบรรยากาศ
      • 2. ช่วยป้องกันอันตรายจากรังสีต่าง ๆ จากดวงอาทิตย์ เช่น รังสีอัลตร้าไวโอเลต จะถูกโอโซนดูดซับไว้บางส่วน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เซลล์ผิวหนังถูกทำลายและอาจทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้
    • ประโยชน์ของชั้นบรรยากาศ
      • ช่วยป้องกันอันตรายจากอนุภาคต่าง ๆที่มาจากนอกโลก เช่นอุกกาบาตหรือสะเก็ดจากดาวเคราะห์ต่าง ๆ เป็นต้น โดยอนุภาคเหล่านี้จะเสียดสีกับอากาศที่ห่อหุ้มโลกและเกิดการลุกไหม้จาหมดหรือมีขนาดเล็กลงก่อนตกลงสู่พื้นโลก
    • ประโยชน์ของชั้นบรรยากาศ
      • 5. ส่วนผสมของแก๊สต่าง ๆ ในอากาศ ช่วยให้เกิดกระบวนการบางอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต เช่นแก๊สออกซิเจนเป็นแก๊สที่ใช้ในกระบวนการหายใจของสิ่งมีชีวิตและช่วยให้ไฟติด แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เป็นแก๊สที่ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
    • แบบฝึกหัด ถ้าถูก / ถ้าผิด x
      • ปริมาณของอากาศที่อยู่รอบโลกมีค่าคงที่
      • แก๊สโอโซนมีอยู่มากในบรรยากาศชั้นเทอร์โมสเฟียร์
      • รังสีอัลตร้าไวโอเลตที่ผ่านชั้นบรรยากาศมีประโยชน์ในการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
      • แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศมีประโยชน์ในการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
      • แก๊สที่มีมากที่สุดในบรรยากาศคือแก๊สไนโตรเจน
      • ชั้นบรรยากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงของอากาศตลอดเวลาคือ โทรโพสเฟียร์
      • สตราโตสเฟียร์เป็นชั้นบรรยากาศที่สามารถสะท้อนคลื่นวิทยุ
      • แก๊สในบรรยากาศที่ช่วยในการเผาไหม้คือแก๊สไนโตเจน
      • ของแข็งเช่นฝุ่นละอองที่อยู่ในอากาศมีประโยชน์เพราะเป็นที่เกาะของหยดน้ำในอากาศ
      • ถ้าไม่มีบรรยากาศห่อหุ้มโลกจะช่วยทำให้อุณหภูมิของอากาศในช่วงกลางวันและกลางคืนเท่ากันสิ่งมีชีวิตจะไม่จำเป็นต้องปรับตัวมาก
    • ลมฟ้าอากาศ ( weather)
      • คือ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของอากาศรอบๆตัวเราซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นคำอธิบายสภาพอากาศต่างๆ เช่น ฝนตก แดดออก ลมแรง ที่เกิดในช่วงเวลาสั้นๆ ณ ที่เฉพาะแห่งอาจมีลักษณะสงบนิ่งหรือมีลมพัด อาจร้อนหรือหนาว ชื้นหรือแห้ง
      • แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือลมฟ้าอากาศคือวิถีการเปลี่ยนแปลงของน้ำในอากาศเพราะถ้าในอากาศไม่มีน้ำก็จะไม่มีเมฆ ไม่มีฝนไม่มีหิมะ ไม่มีฟ้าแลบ ไม่มีฟ้าร้อง รวมทั้งไม่มีหมอกด้วย ลมฟ้าอากาศมีบทบาทต่อชีวิตของเราอย่างมาก และมีอิทธิพลกำหนดสิ่งที่เราทำมากมายหลายอย่าง      
    • ภูมิอากาศ ( climate) หมายถึง แบบแผนของลมฟ้าอากาศโดยรวม ที่ครอบคลุมภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง
      • นักอุตุนิยมวิทยาคือ นักวิทยาศาสตร์ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและพยากรณ์สภาพลมฟ้าอากาศโดยศึกษาจากก้อนเมฆ ลม อุณหภูมิ รวมทั้งความกดดันของบรรยากาศโลก แม้จะมีเครื่องมือทันสมัยอย่างดาวเทียม เครื่องคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีอื่นๆ ในการพยากรณ์ลมฟ้าอากาศก็ยังคงเป็นสิ่งที่ยากจะพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำ
    • ภูมิอากาศหรืออากาศประจำถิ่น
      • คือ สภาพลมฟ้าอากาศโดยเฉลี่ยทั่วไปในช่วงที่ยาวนานของบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากบริเวณอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ประเทศในเขตร้อนจะมีสภาพภูมิอากาศแบบร้อน ขณะที่เขตอาร์กติกจะมีภูมิอากาศแบบหนาวเย็น
    • อุณหภูมิของอากาศ
      • หมายถึง ค่าที่บอกถึงระดับความร้อน - เย็นของอากาศหรือวัตถุ โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่าว่า เทอร์โมมิเตอร์
    • อุณหภูมิกับความสูง
      • เทอร์โมสเฟียร์ บรรยากาศเบาบาง อุณหภูมิเพิ่มตามระดับความสูง
      • มีโซสเฟียร์ อุณหภูมิลดลงตามระดับความสูง
      • สตราโตสเฟียร์ อุณหภูมิเพิ่มขึ้นตามระดับความสูง
      • โทรโพสเฟียร์ อยู่ใกล้กับผิวโลกมีอากาศแปรปรวน มีฝน เมฆ อุณหภูมิลดลงตามระดับความสูง
    • ระดับความสูง
      • ระยะความสูงจากระดับน้ำทะเลที่ต่างกัน อุณหภูมิของอากาศจะลดลงตามระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งลักษณะการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิดังกล่าวจะเกิดขึ้นเฉพาะอากาศที่อยู่ใกล้ผิวโลกในระดับความสูงไม่เกิน 10 กิโลเมตรเหนือผิวโลก
      • ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 0-12 กิโลเมตร เป็นชั้นบรรยากาศที่มีแก๊สต่าง ๆ เช่นไอน้ำ ไนโตรเจน ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ รวมทั้งปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ
    • เมฆปกคลุมท้องฟ้า
      • บริเวณที่ชุ่มชื้น ในตอนกลางวนของฤดูฝนจะมีเมฆฝนปกคลุมท้องฟ้าจำนวนมาก
      • บริเวณที่แห้งแล้ง เช่นทะเลทรายท้องฟ้าจะโปร่ง ปราศจากเมฆปกคลุม
    • เครื่องวัดอุณหภูมิ
      •     เทอร์โมมิเตอร์ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดอุณหภูมิ อาจจะเป็นแบบที่บรรจุด้วยปรอทหรือแอลกอฮอล์ก็ได้ ซึ่งขยายตัวและหดตัวอยู่ในหลอดแก้วยาว อุณหภูมิยิ่งสูงมากขึ้น ปรอทหรือแอลกอฮอล์ก็ยิ่งขยายตัวมากขึ้น
      • แปลงจากไปเป็นสูตร
      • องศาเซลเซียสเคลวิน K = °C + 273.15 เคลวิน
      • องศาเซลเซียส °C = K - 273.15 องศาเซลเซียส
      • องศาฟาเรนไฮต์ °F = °C × 1.8 + 32/ องศาฟาเรนไฮต์
      • องศาเซลเซียส °C = (°F – 32) / 1.8
    • ความชื้นในอากาศ
      • แม้บรรยากาศจะมีไอน้ำอยู่เพียงเล็กน้อยประมาณ 0.1 - 4% แต่ก็มีอิทธิพลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศได้อย่างรุนแรง ทั้งนี้ เนื่องจากน้ำในอากาศสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปกลับมาได้ทั้งสามสถานะ เนื่องเพราะอุณหภูมิ ณ จุดควบแน่น และจุดเยือกแข็ง มิได้แตกต่างกันมาก การเปลี่ยนแปลงสถานะของน้ำอาศัยการดูดและคายพลังงาน ซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพลมฟ้าอากาศ
    • การเปลี่ยนสถานะของน้ำ
      •            ไอน้ำ เป็นน้ำที่อยู่ในสถานะก๊าซ ไอน้ำไม่มีสี ไม่มีกลิ่น น้ำในอากาศสามารถเปลี่ยนจากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่ง หรือแปรเปลี่ยนกลับไปมาได้ ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความดันอากาศ การเปลี่ยนสถานะของน้ำมีการดูดกลืนหรือการคายความร้อน โดยที่ไม่ทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง เราเรียกว่า “ความร้อนแฝง” (Latent heat)
    • การเปลี่ยนสถานะของน้ำ
    • น้ำเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็นน้ำแข็ง เราเรียกว่า “ การแข็งตัว ” (Freezing) น้ำจะคายความร้อนแฝงออกมา 80 แคลอรี / กรัม
      • น้ำเปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำ เราเรียกว่า “ การระเหย ” (Evaporation) ซึ่งต้องการดูดกลืนความร้อนแฝง 600 แคลอรี เพื่อที่จะเปลี่ยน น้ำ 1 กรัมให้กลายเป็นไอน้ำ
      เมื่อไอน้ำกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำ “ การควบแน่น ” (Condensation) น้ำจะคายความร้อนแฝงออกมา 600 แคลอรี / กรัม เช่นกัน น้ำเปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำ เราเรียกว่า “ การระเหย ” (Evaporation) ซึ่งต้องการดูดกลืนความร้อนแฝง 600 แคลอรี เพื่อที่จะเปลี่ยน น้ำ 1 กรัมให้กลายเป็นไอน้ำ น้ำแข็งสามารถเปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำได้โดยตรง โดยที่ไม่จำเป็นต้องละลายเป็นของเหลวแล้วระเหยเป็นก๊าซ การเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นก๊าซโดยตรงนี้เราเรียกว่า “ การระเหิด ” (Sublimation) ซึ่งต้องการดูดกลืนความร้อนแฝง 680 แคลอรี เพื่อที่จะเปลี่ยน น้ำแข็ง 1 กรัมให้กลายเป็นไอน้ำ
    • ไอน้ำในอากาศ
      • หากมีกล้องวิเศษที่สามารถมองถังน้ำในภาพที่ 2 ด้วยกำลังขยายหนึ่งพันล้านเท่า เราจะมองเห็นโมเลกุลของน้ำอยู่เบียดเสียด วิ่งไปวิ่งมา โดยที่โมเลกุลแต่ละโมเลกุลเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแตกต่างกัน ช้าบ้าง เร็วบ้าง ซึ่งค่าเฉลี่ยของความเร็วในการเคลื่อนที่ของโมเลกุลก็คือ “อุณหภูมิ” ของน้ำ ( พลังงานจลน์
    • ความดันไอน้ำ
      •   อากาศมีแรงดันออกทุกทิศทุกทาง ความดันนี้เกิดขึ้นจากการพุ่งชนกันของโมเลกุลของก๊าซ ถ้าสมมติให้กลุ่มอากาศ (Air parcel) ในภาพที่ 4 มีความกดอากาศ 1,000 mb ( มิลลิบาร์ ) มีองค์ประกอบเป็นก๊าซไนโตรเจน 78% ก๊าซออกซิเจน 21% และไอน้ำประมาณ 1% ด้วยสัดส่วนนี้ ก๊าซไนโตรเจนทำให้เกิดแรงดัน 780 mb ก๊าซไนโตรเจนทำให้เกิดแรงดัน 210 mb และไอน้ำทำให้เกิดแรงดัน 10 mb จะเห็นได้ว่า “ความดันไอน้ำ” (Vapor pressure
    • ความชื้น            ความชื้น (Humidity) หมายถึง จำนวนไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศ ความชื้นของอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
      • ความชื้นสัมพัทธ์ (Relativety humidity) หมายถึง “อัตราส่วนของปริมาณไอน้ำที่มีอยู่จริงในอากาศ ต่อ ปริมาณไอน้ำที่จะทำให้อากาศอิ่มตัว ณ อุณหภูมิเดียวกัน” หรือ “อัตราส่วนของความดันไอน้ำที่มีอยู่จริง ต่อ ความดันไอน้ำอิ่มตัว” ค่าความชื้นสัมพัทธ์แสดงในรูปของร้อยละ (%
    • ความชื้นสัมพัทธ์ = ( ปริมาณไอน้ำที่อยู่ในอากาศ / ปริมาณไอน้ำที่ทำให้อากาศอิ่มตัว ) x 100% หรือ
      • ความชื้นสัมพัทธ์ = ( ความดันไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศ / ความดันไอน้ำของอากาศอิ่มตัว ) x 100%
    • เครื่องมือวัดความชื้น
      • ไฮกรอมิเตอร์
    • ความดันอากาศ
      • อากาศที่ห่อหุ้มโลกเรียกว่า บรรยากาศ บรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกมีความหนาประมาณ 1,000 กิโลเมตร บรรยากาศชั้นล่างๆ จะมีปริมาณของแก๊สที่เป็นส่วนประกอบของอากาศมากกว่า บรรยากาศชั้นบน ยิ่งสูงขึ้นไปอากาศยิ่งเบาบางลง และเนื่องจากอากาศมีน้ำหนัก ดังนั้นน้ำหนักอากาศกดลงบนพื้นผิวโลก ทำให้เกิดแรงดันอากาศกระทำต่อพื้นผิวโลก
    • ชั้นบรรยากาศที่กดลงบนผิวโลก
      • แรงดันอากาศที่กระทำต่อพื้นที่ 1 ตารางหน่วย เรียกว่า ความดันอากาศหรือความกดอากาศ ความดันเนื่องจากน้ำหนักอากาศที่อยู่เหนือผิวโลก เรียกว่า ความดันบรรยากาศ
      • ความดันอากาศที่ระดับสูงขึ้นไป เช่น บนยอดเขาสูงๆ มีความดันอากาศน้อยกว่าที่ระดับน้ำทะเล นอกจากนี้ ลมและอุณหภูมิก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ความดันอากาศมีค่าเปลี่ยนแปลง
      • อากาศมีแรงดันทุกทิศทาง เมื่ออากาศถูกบีบอัดให้มีปริมาตรน้อยลงจะมีความดันมากขึ้น อากาศขยายตัวเมื่อได้รับความร้อนและหดตัวเมื่อคายความร้อน
      • ความดันอากาศหรือความกดอากาศจะมีค่าน้อยลงเรื่อยๆ ในที่ระดับสูงขึ้นไป เมื่ออยู่ในที่สูงมากๆ จะรู้สึกว่าหูอื้อ จากการศึกษาพบว่า หูส่วนกลางมีท่อติดต่อกับคอหอย เรียกว่า ท่อยูสเทเชียน กักขังอากาศไว้ ท่อนี้ทำหน้าที่ปรับความดันอากาศทั้งสองด้านของเยื่อแก้วหูให้เท่ากันตลอดเวลา เมื่อเราขึ้นไปสู่ที่สูงซึ่งมีความดันอากาศต่ำจึงทำให้ความดันในหูส่วนกลาง มากกว่าความดันอากาศภายนอก เป็นเหตุให้เยื่อแก้วหูขยายออก ทำให้ปวดหู ความดันที่ต่างกันนี้จะเท่ากันได้เมื่อทำให้อากาศส่วนหนึ่งออกไปจาก ท่อยูสเทเชียน
    • เครื่องมือสำหรับวัดความดันอากาศซึ่งเรียกว่า บารอมิเตอร์ บารอกราฟ บันทักความดันได้ต่อเนื่อง
    • 111
      • ความดัน 1 บรรยากาศ = 76 เซนติเมตรของปรอท
      • = 760 มิลลิเมตรของปรอท
      • = 10.336 เมตรของน้ำ
      • = 1.01325 บาร์
      • = 1.01 x 10 N/m
      5 2
    • เราสามารถนำประโยชน์จากความดันอากาศมาสร้างเครื่องมือหรืออุปกรณ์บางชนิดหรือประดิษฐ์อุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆ รวมทั้งนำความรู้เรื่องความดันอากาศมาประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ด้วย เช่น การเติมลมจักรยานหรือรถยนต์ ลมหรืออากาศที่เติมเข้าไปจะถูกบีบอัดอยู่ภายใน แล้วดันให้ยางพองตัวคงรูปอยู่ได้ สามารถรองรับน้ำหนักของรถได้
    • ปัจจัยที่มีผลต่อความกดอากาศ
      • อุณหภูมิ ของอากาศที่มีสูงขึ้นจะขยายตัวและมีความดันอากาศต่ำ
      • ความชื้น อากาศชื้นมีไอน้ำมากจึงเบากกว่าอากาศแห้งที่มีปริมาตรเท่ากัน เพราะโมเลกุลของน้ำเบากว่าโมเลกุลของออกซิเจนหรือไนโตรเจน ดังนั้นอากาศจึงมีความดันอากาศต่ำกว่าอากาศแห้ง
    • การใช้ประโยชน์จากความดัน
    • การใช้ประโยชน์จากความดัน
    • เมฆและฝน
    • การยกตัวของอากาศ
    • การควบแน่นเนื่องจากการยกตัวของอากาศ
      •   เราจะเห็นได้ว่า “เมฆ” เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการยกตัวของอากาศเท่านั้น กลไกที่ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของอากาศ แนวดิ่งเช่นนี้ มี 4 กระบวนการ ดังนี้
    • เขตเงาฝน” (Rain shadow)
    • อากาศยกตัวเนื่องจากแนวปะทะอากาศ
    • อากาศยกตัวเนื่องจากอากาศบีบตัว
    • อากาศยกตัวเนื่องจากการพาความร้อน
    • เมฆ
      • เมฆเป็นผลของการควบแน่นของไอน้ำในอากาศ รวมตัวกันด้วยอณูเล็กๆ ของแกนกลั่น เช่น ฝุ่น ละอองที่ลอยอยู่ในอากาศ เป็นตัวช่วยให้เกิดการรวมตัวกันของไอน้ำเพิ่มมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นก้อนเมฆขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้าง เมฆมีอยู่มากมายหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีรูปร่างที่แตกต่างกันออกไป ในทางอุตุนิยมวิทยา จะมีหลักเกณฑ์ในการแบ่งชนิดของเมฆ โดยแบ่งตามความสูงของฐานเมฆ และมีชื่อเรียกตามลักษณะที่เราสามารถมองเห็นได้ที่พื้น โดยใช้คำในภาษาลาติน ซี่งจะได้กล่าวอย่างย่อๆ พร้อมทั้งมีรูปภาพของเมฆชนิดต่างๆ ประกอบเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น
    • เมฆ
      • ขั้นตอนการเกิดเมฆ      1.เมฆจะเกิดขึ้นได้เมื่ออากาศร้อนชื้น      2.เมื่อถูกแผดเผาด้วยแสงอาทิตย์อากาศชื้นจะลอยสูงขึ้น เหมือนกับฟองสบู่ที่เราเป่าออกมา      3.สูงขึ้นไปบนท้องฟ้า อากาศจะหนาวเย็น ดังนั้นอากาศร้อนที่ลอยขึ้นไปจะถูกทำให้เย็นลงกลายเป็นหยดน้ำขนาดเล็กที่ประกอบกันเป็นกลุ่มเมฆ      4.เมื่ออากาศร้อนลอยขึ้นไปเหนือทะเล ทะเลสาบ และแม่น้ำ มันจะนำพาน้ำไปด้วย อากาศร้อนจะนำเอาน้ำมาจากพืช ซึ่งขึ้นอยู่บนพื้นดินไปด้วยเช่นกัน      5.เมื่ออากาศร้อนชื้นลอยสูงขึ้นไปอยู่เหนือเทือกเขา จะปะทะกับอากาศเย็นเหนือเทือกเขา และเปลี่ยนเป็น
    • ทำกิจกรรมเรื่อง เมฆ
      • นักเรียนรับใบกิจกรรมจากครูแล้วปฏิบัติตามคำสั่งในใบกิจกรรม
    • กิจกรรมการเรียกชื่อเมฆ
    • เมฆชั้นต่ำ ( พื้น - 2 km) เมฆชั้นกลาง (2 - 6 km) เมฆชั้นสูง (6 - 18 km) Cirrocumulus|Cc เซอโรคิวมูลัส : Cirrostratus|Cs เซอโรสเตรตัส : Cirrus|Ci เซอรัส : Altocumulus|Ac อัลโตคิวมูลัส : Altostratus|As อัลโตสเตรตัส : Cumulus|Cu คิวมูลัส : Stratus|St สเตรตัส : Stratocumulus|Sc สเตรโตคิวมูลัส : Nimbostratus|Ns นิมโบสเตรตัส : Cumulonimbus|Cb คิวมูโลนิมบัส : เมฆก่อตัวในแนวตั้ง ( พื้น - 18 km) มีลักษณะเป็นเกร็ดบาง หรือระลอกคลื่นเล็กๆ โปร่งแสง เรียงรายกันอย่างมีระเบียบ แผ่น บางสีขาว โปร่ง แสง ปกคลุมท้องฟ้า กินอาณา บริเวณ กว้าง ทำให้เกิดดวงอาทิตย์ / ดวงจันทร์ทรงกลด ริ้ว สีขาวเป็นเส้นบาง โปร่งแสง มีลักษณะ คล้ายขนนก เนื่องจาก ถูกกระแสลม ชั้นบนพัด เมฆก้อน ลอยติดกัน คล้ายฝูงแกะ คล้ายเมฆเซอโรคิวมูลัส แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก เมฆแผ่น หนา สีเทา ปกคลุมท้องฟ้า เป็นอาณาบริเวณกว้าง บางครั้งหนามากจน บดบัง ดวงอาทิตย์ได้ เมฆก้อน ลอยต่ำ รูปทรงไม่ ชัดเจน มักมีสีเทา มีช่องว่างระหว่าง ก้อน ไม่มาก มักพบ เห็นเมื่อสภาพอากาศไม่ดี เมฆแผ่นบาง ลอยสูงเหนือพื้น มากนัก มักเกิดขึ้นตอนเช้า หรือหลังฝนตก หาก ลอยต่ำ ปกคลุมพื้น เรียกว่า หมอก เมฆสีเทา ทำให้ เกิด ฝน แต่ไม่มีพายุฝนฟ้าคะนอง มักปรากฏให้เห็นสายฝนตกลงจากฐานเมฆ เมฆ ปุกปุย ฐานราบ ยอดมน ทรงดอกกะหล่ำ มักเกิดขึ้นในวันที่มีอากาศดี และมีการก่อตัวในแนวดิ่ง เมฆ ขนาดยักษ์ รูปทรงดอก กระหล่ำ ทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง หาก ลม ชั้น บนพัดแรง ยอดเมฆจะแผ่ออกคล้ายทั่ง แผนภาพเมฆ © 2003 The LESA Project
    • เซอ รัส Ci เซอโรคิวมูลัส Cc เซอโรสเตรตัส Cs อัลโตคิวมูลัส Ac อัลโตสเตรตัส As นิมโบสเตรตัส Ns สเตรโตคิวมูลัส Sc สเตรตัส St คิวมูลัส Cu คิวมูโลนิมบัส Cb Ci Cb Cu Cs Cc Ac As Ns St ดวงอาทิตย์ทรงกลด เมฆก่อตัว แนวตั้ง ฝนตก พายุฝนฟ้าคะนอง 6 km 2 km บังดวงอาทิตย์ 18 km Sc เซอรัส สัญลักษณ์ สัดส่วนเมฆปกคลุมท้องฟ้า 1/10 2-3/10 4/10 5/10 ไม่มีเมฆ 7-8/10 9/10 10/10 มีสิ่งกีดขวาง 6/10 เมฆยิ่งสูง ก้อนยิ่งเล็ก แผ่นยิ่งบาง การเรียกชื่อเมฆ ระดับของเมฆ เซอโรคิวมูลัส อัลโตคิวมูลัส คิวมูลัส คิวมูโลนิมบัส เซอโรสเตรตัส อัลโตสเตรตัส สเตรตัส นิมโบสเตรตัส สเตรโตคิวมูลัส Cirro ( ชั้นสูง ) Alto ( ชั้นกลาง ) เมฆแผ่น ( เมฆฝน ) ( เมฆฝน ) Strato ( ชั้น ต่ำ ) เมฆก้อน
    • การเรียกชื่อเมฆ
    • ระดับของเมฆ นิมโบสเตรตัส สเตรตัส อัลโตสเตรตัส สเตรโตคิวมูลัส คิวมูลัส คิวมูโลนิมบัส เซอโร สเตรตัส เซอรัส อัลโตคิวมูลัส เซอโรคิวมูลัส
    • เมฆชั้นต่ำ : สเตรโตคิวมูลัส Stratocumulus
    • เมฆชั้นต่ำ : สเตรตัส Stratus
    • เมฆชั้นต่ำ : นิมโบสเตรตัส Nimbostratus
    • เมฆชั้นกลาง : อัลโตสเตรตัส Altostratus
    • เมฆชั้นกลาง : อัลโตคิวมูลัส Altocumulus
    • เมฆชั้นสูง : เซอโรคิวมูลัส Cirrocumulus
    • เมฆชั้นสูง : เซอโรสเตรตัส Cirrostratus
    • เมฆชั้นสูง : เซอรัส Cirrus
    • เมฆที่ก่อตัวในแนวตั้ง : เมฆคิวมูลัส Cumulus
    • เมฆที่ก่อตัวในแนวตั้ง : เมฆคิวมูโลนิมบัส Cumulus
    • หมอก
      • หมอก เกิดจากไอน้ำเปลี่ยนสถานะควบแน่นเป็นหยดน้ำเล็กๆ เช่นเดียวกับเมฆ เพียงแต่เมฆเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเนื่องจากการยกตัวของกลุ่มอากาศ แต่หมอกเกิดขึ้นจากความเย็นของพื้นผิว หรือการเพิ่มปริมาณไอน้ำในอากาศ            ในวันที่มีอากาศชื้น และท้องฟ้าใส พอตกกลางคืนพื้นดินจะเย็นตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ไอน้ำในอากาศเหนือพื้นดินควบแน่นเป็นหยดน้ำ หมอกซึ่งเกิดขึ้นโดยวิธีนี้จะมีอุณหภูมิต่ำและมีความหนาแน่นสูง เคลื่อนตัวลงสู่ที่ต่ำ และมีอยู่อย่างหนาแน่นในหุบเหว           
      • เมื่ออากาศอุ่นมีความชื้นสูง ปะทะกับพื้นผิวที่มีความหนาวเย็น เช่น ผิวน้ำในทะเลสาบ อากาศจะควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ ในลักษณะเช่นเดียวกับหยดน้ำซึ่งเกาะอยู่รอบแก้วน้ำแข็ง            เมื่ออากาศร้อนซึ่งมีความชื้นสูง ปะทะกับอากาศเย็นซึ่งอยู่ข้างบน แล้วควบแน่นเป็นหยดน้ำ เช่น เวลาหลังฝนตก ไอน้ำที่ระเหยขึ้นจากพื้นถนนซึ่งร้อน ปะทะกับอากาศเย็นซึ่งอยู่ข้างบน แล้วควบแน่นกลายเป็นหมอก หรือไอน้ำจากลมหายใจเมื่อปะทะกับอากาศเย็นของฤดูหนาว แล้วควบแน่นกลายเป็นละอองน้ำเล็กๆ ให้เรามองเห็นเป็นควันสีขาว
      หมอก
    • หมอก
    • หยาดน้ำฟ้า
    • หยาดน้ำฟ้า หมายถึง
      • คำที่ใช้ในอุตุนิยมวิทยา หมายถึง หยดน้ำที่ตกลงมาจากเมฆสู่พื้นดินในรูปของเหลว เช่น น้ำฝน น้ำค้าง และของแข็ง เช่น ลูกเห็บ น้ำค้างแข็ง หิมะ ดังนั้น ฝนจึงเป็นหยาดน้ำฟ้าชนิดหนึ่ง
    • ฝน
      • เกิดจากการรวมตัวของหยดน้ำเล็กๆ ในก้อนเมฆ ทำให้หยดน้ำมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระแสอากาศที่พยุงเมฆให้ลอยขึ้นนั้นไม่สามารถอุ้มหยดน้ำไว้ได้ หยดน้ำจึงตกลงมาเป็นฝน
    • คอนเทรล” เมฆซึ่งเกิดขึ้นจากไอพ่นเครื่องบิน
    • การหล่นของหยดน้ำขนาดเท่ากัน ( ซ้าย ) และขนาดแตกต่างกัน ( ขวา )
    • การเพิ่มขนาดของหยดน้ำในก้อนเมฆ
    • แกนควบแน่น ละอองน้ำในเมฆ และหยดน้ำฝน ไอน้ำ เป็นน้ำในสถานะก๊าซ ไอน้ำเป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และมองไม่เห็น เมฆที่เรามองเห็นเป็นหยดน้ำในสถานะของเหลว หรือเกล็ดน้ำแข็งในสถานะของแข็ง
    • การเพิ่มขนาดของผลึกน้ำแข็ง
    • กระบวน การเกิดหยาดน้ำฟ้าในเมฆ คิวมูโล นิมบัส
    • ลูกเห็บ (Hail)
      • เป็นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร เกิดขึ้นจากกระแสในอากาศไหลขึ้น (updraft) และไหลลง (downdraft) ภายในเมฆคิวมูโลนิมบัส พัดให้ผลึกน้ำแข็งปะทะกับน้ำเย็นยิ่งยวด กลายเป็นก้อนน้ำแข็งห่อหุ้มกันเป็นชั้นๆ จนมีขนาดใหญ่ และตกลงมา
    • หิมะ (Snow) เป็นผลึกน้ำแข็งขนาดประมาณ 1 – 20 มิลลิเมตร ซึ่งเกิดจากไอน้ำจากน้ำเย็นยิ่งยวด ระเหิดกลับเป็นผลึกน้ำแข็ง แล้วตกลงมา
    • อุปกรณ์วัดน้ำฝน           
      • ในการวัดปริมาณน้ำฝน เราใช้หน่วยวัดเป็นมิลลิเมตร เช่น ถ้าฝนตกลงมาทำให้ระดับน้ำฝนในภาชนะที่รองรับสูงขึ้น 10 มิลลิเมตร หมายความว่า ฝนตกวัดได้ 10 มิลลิเมตร ถ้าฝนตกลงมาทำให้ระดับน้ำฝนในภาชนะที่รองรับสูงขึ้น 25 มิลลิเมตร หมายความว่า ฝนตกวัดได้ 25 มิลลิเมตร ดังในภาพที่ 10 ด้านซ้าย
    • น้ำค้าง (Dew)          
      •   น้ำค้าง เกิดจากการควบแน่นของไอน้ำบนพื้นผิวของวัตถุ ซึ่งมีการแผ่รังสีออกจนกระทั่งอุณหภูมิลดต่ำลงกว่าจุดน้ำค้างของอากาศซึ่งอยู่รอบๆ เนื่องจากพื้นผิวแต่ละชนิดมีการแผ่รังสีที่แตกต่างกัน ดังนั้นในบริเวณเดียวกัน ปริมาณของน้ำค้างที่ปกคลุมพื้นผิวแต่ละชนิดจึงไม่เท่ากัน เช่น ในตอนหัวค่ำ อาจมีน้ำค้างปกคลุมพื้นหญ้า แต่ไม่มีน้ำค้างปกคลุมพื้นคอนกรีต เหตุผลอีกประการหนึ่งซึ่งทำให้น้ำค้างมักเกิดขึ้นบนใบไม้ใบหญ้าก็คือ ใบของพืชคายไอน้ำออกมา ทำให้อากาศบริเวณนั้นมีความชื้นสูง
    • น้ำค้าง (Dew)          
    • ลมและพายุ
      • ลม  ( wind )   คือ  อากาศที่เคลื่อนที่บนผิวโลกตามแนวราบในทุกทิศทางด้วยความเร็วต่าง ๆ กันส่วนอากาศที่เคลื่อนที่ในแนวดิ่ง  เรียกว่า  กระแสอากาศ  ( air  current
    • พายุ
      • พายุ คือ สภาพบรรยากาศที่ถูกรบกวนแบบใด ๆ ก็ตาม โดยเฉพาะที่มีผลกระทบต่อพื้นผิวโลก และบ่งบอกถึงสภาพอากาศที่รุนแรง เวลากล่าวถึงความรุนแรงของพายุ จะมีเนื้อหาสำคัญอยู่บางประการคือ ความเร็วที่ศูนย์กลาง ซึ่งอาจสูงถึง 400 กม ./ ชม . ความเร็วของการเคลื่อนตัว ทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุ และขนาดความกว้างหรือเส้นผ่าศูนย์กลางของตัวพายุ ซึ่งบอกถึงอาณาบริเวณที่จะได้รับความเสียหายว่าครอบคลุมเท่าใด ความรุนแรงของพายุจะมีหน่วยวัดความรุนแรงคล้ายหน่วย ริก เตอร์ ของการวัดความรุนแรง แผ่นดินไหว มักจะมีความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
    • ประเภทของลมพายุ
      • พายุแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 3 ประเภท คือ
      • 1. พายุฝนฟ้าคะนอง มีลักษณะเป็นลมพัดย้อนไปมา หรือพัดเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียวกัน อาจเกิดจากพายุที่อ่อนตัวและลดความรุนแรงของลมลง หรือเกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำ ร่องความกดอากาศต่ำ อาจไม่มีทิศทางที่แน่นอน หากสภาพการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ของการเกิดฝนเหมาะสม ก็จะเกิดฝนตก มีลมพัด
    • พายุหมุนเขตร้อน
      • พายุหมุนเขตร้อน ต่าง ๆ เช่น เฮอร์ ริเคน ไต้ฝุ่น และ ไซโคลน ซึ่งล้วนเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน และจะเกิดขึ้นหรือเริ่มต้นก่อตัวในทะเล หากเกิดเหนือ เส้นศูนย์สูตร จะมีทิศทางการหมุนทวนเข็มนาฬิกา และหากเกิดใต้เส้นศูนย์สูตรจะหมุนตามเข็มนาฬิกา โดยมีชื่อต่างกันตามสถานที่เกิด กล่าวคือ
    • พายุเฮอร์ริเคน ( hurricane )
      • เป็นชื่อเรียกพายุหมุนที่เกิดบริเวณทิศตะวันตกของ มหาสมุทรแอตแลนติก เช่น บริเวณฟลอริดา สหรัฐอเมริกา อ่าวเม็กซิโก ทะเลแคริบเบียน เป็นต้น รวมทั้งมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณชายฝั่ง ประเทศเม็กซิโก
    • พายุไต้ฝุ่น ( typhoon )
      • เป็นชื่อพายุหมุนที่เกิดทางทิศตะวันตกของ มหาสมุทรแปซิฟิก เหนือ เช่น บริเวณ ทะเลจีนใต้ อ่าวไทย อ่าว ตังเกี๋ย ประเทศญี่ปุ่น
    • พายุไซโคลน ( cyclone )
      • เป็นชื่อพายุหมุนที่เกิดใน มหาสมุทรอินเดีย เหนือ เช่น บริเวณ อ่าวเบงกอล ทะเลอาหรับ เป็นต้น แต่ถ้าพายุนี้เกิดบริเวณ ทะเลติมอร์ และทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ ประเทศออสเตรเลีย จะเรียกว่า พายุวิลลี - วิลลี ( willy - willy )
    • พายุโซนร้อน ( tropical storm )
      • เกิดขึ้นเมื่อพายุเขตร้อนขนาดใหญ่อ่อนกำลังลง ขณะเคลื่อนตัวในทะเล และความเร็วที่จุดศูนย์กลางลดลงเมื่อเคลื่อนเข้าหาฝั่ง
    • พายุดีเปรสชัน ( depression )
      • เกิดขึ้นเมื่อความเร็วลดลงจากพายุโซนร้อน ซึ่งก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองธรรมดาหรือฝนตกหนัก
    • พายุ ทอร์ นาโด (tornado)
      • เป็นชื่อเรียกพายุหมุนที่เกิดใน ทวีปอเมริกา มีขนาดเนื้อที่เล็กหรือเส้นผ่าศูนย์กลางน้อย แต่หมุนด้วยความเร็วสูง หรือความเร็วที่จุดศูนย์กลางสูงมากกว่าพายุหมุนอื่น ๆ ก่อความเสียหายได้รุนแรงในบริเวณที่พัดผ่าน เกิดได้ทั้งบนบก และในทะเล หากเกิดในทะเล จะเรียกว่า นาคเล่นน้ำ ( water spout ) บางครั้งอาจเกิดจากกลุ่มเมฆบนท้องฟ้า แต่หมุนตัวยื่นลงมาจากท้องฟ้าไม่ถึงพื้นดิน มีรูปร่างเหมือนงวงช้าง จึงเรียกกันว่า ลมงวง
    • พายุทอร์นาโด
    • ลมสลาตัน
      • เป็นชื่อภาษาไทยใช้เรียกลมแรงหรือพายุช่วงปลายฤดูฝนที่พัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย นอกจากนี้ยังใช้เรียกพายุทั่วไปที่มีความรุนแรงทุกชนิด รวมทั้งพายุต่างๆ ข้างต้นที่มีความรุนแรงข้างต้น
    • เอลนีโญ
    • เอลนีโญ ( El Nino ) เป็นคำภาษาสเปน แปลว่า " บุตรพระคริสต์ " หรือพระเยซู เป็นชื่อของกระแสน้ำอุ่นที่ไหลเลียบชายฝั่งทะเลของประเทศเปรูลงไปทางใต้ทุก ๆ 2 – 3 ปี โดยเริ่มประมาณช่วงเทศกาลคริสต์มาส กระแสน้ำอุ่นนี้จะไหลเข้าแทนที่กระแสน้ำเย็นที่อยู่ตามชายฝั่งเปรูนาน ประมาณ 2 - 3 เดือน และบางครั้งอาจจะยาวนานข้ามปีถัดไป เป็นคาบเวลาที่ไม่แน่นอนและมีผลทางระบบนิเวศและห่วงลูกโซ่อาหาร ปริมาณปลาน้อย นกกินปลาขาดอาหาร ชาวประมงขาดรายได้ รวมทั้งเกิดฝนตกและดินถล่มอย่างรุนแรงในประเทศเปรูและเอกวาดอร์
    • *** เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างการหมุนเวียนของกระแสอากาศกับกระแสน้ำในมหาสมุทรทั้งบนผิวพื้นและใต้มหาสมุทร *** ปรากฏการณ์เอลนีโญ ( และลานีญา ) สามารถเรียกอย่างเป็นทางการว่า " El Nino – Southern Oscillation " หรือเรียกอย่างสั้น ๆ ว่า ENSO ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้
    • สภาวะปกติ โดยปกติ บริเวณเส้นศูนย์สูตรเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ลมสินค้าตะวันออก ( Eastery trade winds ) จะพัดจากประเทศเปรู ( ชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ ) ไปทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วยกตัวขึ้นบริเวณเหนือประเทศอินโดนีเซีย ทำให้มีฝนตกมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทวีปออสเตรเลียตอนเหนือ กระแสลมสินค้าพัดให้กระแสน้ำอุ่นบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกไปรวมกันทางตะวันตก จนมีระดับสูงกว่าระดับน้ำทะเลปกติประมาณ 60 – 70 เซนติเมตร แล้วจมตัวลง กระแสน้ำเย็นใต้มหาสมุทรซีกเบื้องล่างเข้ามาแทนที่กระแสน้ำอุ่นพื้นผิวซีกตะวันออก นำพาธาตุอาหารจากก้นมหาสมุทรขึ้นมา ทำให้ปลาชุกชุม เป็นประโยชน์ต่อนกทะเลและการทำประมงชายฝั่งของประเทศเปรู
    • ภาพ สภาวะปกติ
    • สภาวะเมื่อเกิด เอลนีโญ เมื่อเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ กระแสลมสินค้าตะวันออกอ่อนกำลัง กระแสลมพื้นผิวเปลี่ยนทิศทาง พัดจากประเทศอินโดนีเซียและออสเตรเลียตอนเหนือไปทางตะวันออก แล้วยกตัวขึ้นเหนือชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ ก่อให้เกิดฝนตกหนักและแผ่นดินถล่มในประเทศเปรูและเอกวาดอร์ กระแสลมพัดกระแสน้ำอุ่นบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกไปกองรวมกันบริเวณชายฝั่งประเทศเปรู ทำให้กระแสน้ำเย็นใต้มหาสมุทรไม่สามารถลอยตัวขึ้นมาได้ ส่งผลกระทบให้บริเวณชายฝั่งขาดธาตุอาหารสำหรับปลาและนกทะเล ชาวประมงจึงขาดรายได้
    • ภาพ ปรากฏการณ์เอลนีโญ ปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่ยังก่อให้เกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ การที่เกิดไฟใหม้ป่าอย่างรุนแรงในประเทศอินโดนีเซีย ก็เป็นเพราะปรากฏการณ์เอลนีโญนั่นเอง
    • เอลนีโญ ( El Nino - EN ) เป็นคำที่ใช้เรียกปรากฏการณ์ทางสมุทรศาสตร์ที่หมายถึงการที่ผิวน้ำทะเลทางตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอุ่นขึ้นและแผ่ขยายกว้างไกลออกไปเป็นเวลานานถึง 3 ฤดูกาลหรือมากกว่า ในทางกลับกันถ้าผิวน้ำทะเลบริเวณนี้เย็นลง จะเรียกว่า ลานีญา ปรากฏการณ์เอลนีโญจะเชื่อมโยงกับ ระบบความกดอากาศที่เรียกว่า ความผันแปร ของระบบอากาศในซีกโลกใต้ ( Southern Oscillation - SO ) สรุป
    • ลักษณะความผันแปรนี้เห็นได้จากความกดอากาศระหว่างบริเวณตะวันตกกับตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณแรกศูนย์กลางอยู่ใกล้กับประเทศอินโดนีเซีย และอีกบริเวณศูนย์กลางอยู่ทางตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก ดัชนีที่ใช้ วัดขนาดความรุนแรงของความผันแปรนี้ เรียกว่า ดัชนีความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ ( Southern Oscillation Index - SOI ) ค่านี้คำนวณได้จากความแตกต่างของความกดอากาศที่ระดับน้ำทะเลระหว่างที่เกาะตาฮิติ ( กลางมหาสมุทรแปซิฟิก ) กับเมืองดาร์วินประเทศออสเตรเลีย
    • เนื่องจากความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้และเอลนีโญมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด จึงเรียกรวมกันว่า “ เอลนีโญ - ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ ” หรือ “ เอนโซ่ ( ENSO ) ” ระบบอากาศนี้จะแปรผันอยู่ระหว่างสภาวะที่ร้อน ( เอลนีโญ ) กับสภาวะปกติ ( หรือเย็น )
    • การเกิดช่องโหว่ของชั้นโอโซน
      • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ( GREENHOUSE EFFECT ) เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือก่อมลพิษทางอากาศ   ทำลาย ชั้นบรรยากาศโอโซนซึ่งปกป้องผิวโลกก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อนอันเนื่องมาจาก อุณหภูมิเฉลี่ยของผิวโลกสูงขึ้นและการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนนี่เองที่มีการ ตรวจพบล่าสุดว่าเกิดรูโหว่ของชั้นบรรยากาศโอโซน ที่เรียกว่า " รูโอโซน "
    • การเกิดช่องโหว่ของชั้นโอโซน ( ต่อ )
      • รูโหว่โอโซนไม่ได้ทำให้น้ำในโลกระเหยออกไป แต่โอโซนทำหน้าที่ป้องกัน ไม่ให้รังสีที่เป็นอันตรายจากดวงอาทิตย์ตกมาถึงโลกมากเกินไปทำหน้าที่กรองรังสีอุลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ออกไป 99% ก่อนถึงพื้นโลกถ้ามีรูโหว่แสงอาทิตย์ก็จะส่องลงมายังพื้นโลกได้มากขึ้น หากร่างกายมนุษย์ได้รับรังสีนี้มากเกินไปจะทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ส่วนจุลินทรีย์ขนาดเล็ก เช่น แบคทีเรีย จะถูกฆ่าตาย
    • ที่มา
      • วิลาพร อารักษ์ < cdn.gotoknow.org/.../original_ >