Se ha denunciado esta presentación.
Utilizamos tu perfil de LinkedIn y tus datos de actividad para personalizar los anuncios y mostrarte publicidad más relevante. Puedes cambiar tus preferencias de publicidad en cualquier momento.
พินิจ AEC และการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของไทย ภายใต้การค้าไร้พรมแดน ตอนที่ 1 
1.1 
สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ 
ปัจจุบัน Asean Ec...
ทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่างๆทั่วโลก เราพอจะแบ่งระดับของการพัฒนาเศรษฐกิจออกได้เป็น 3 ระยะ 
(Stages) คือ ระยะที่ 1 เป็น...
การพัฒนาเศรษฐกิจในแต่ละระยะ มักจะมีอัตราการเติบโตในรูปของตัว S (S Curve) โดยจะมีอัตราการ 
เติบโตค่อนข้างช้าในช่วงแรก และจะ...
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้เริ่มเกิดความตระหนักและกระแสความกังวลถึงความจำเป็นที่ไทยจะต้องก้าว 
ข้ามกับดักของประเทศที่กำลังพ...
ในการพัฒนานวัตกรรมและการพัฒนาหรือต่อยอดเทคโนโลยี และการดูดซับเทคโนโลยีสมัยใหม่แล้ว ประเทศไทย 
ก็อาจจะติดอยู่ในกับดักของประ...
Próxima SlideShare
Cargando en…5
×

พินิจ AEC และการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของไทย ภายใต้การค้าไร้พรมแดน ตอนที่ 1

685 visualizaciones

Publicado el

พินิจ AEC และการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของไทย ภายใต้การค้าไร้พรมแดน โดย ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ ตอนที่ 1

Publicado en: Economía y finanzas
  • Sé el primero en comentar

พินิจ AEC และการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของไทย ภายใต้การค้าไร้พรมแดน ตอนที่ 1

  1. 1. พินิจ AEC และการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของไทย ภายใต้การค้าไร้พรมแดน ตอนที่ 1 1.1 สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ ปัจจุบัน Asean Economic Community (AEC) และการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของไทย เป็นข้ออ้างที่ แทบจะเป็น “ยาสามัญประจำบ้าน” ที่การดำเนินกิจกรรม (Event) และโครงการต่างๆของหน่วยงานภาครัฐและ เอกชนในประเทศไทย หยิบยกมาใช้เป็นเหตุผลในการดำเนินงานและขอรับงบประมาณ เหมือนครั้งหนึ่งที่คำว่า โลจิสติกส์ ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆตลอดระยะเวลาร่วม 10 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ความเข้าใจเกี่ยวกับการก้าวย่างไปสู่ AEC และการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของไทยที่พบเห็นอยู่ทั่วไป ในขณะนี้ ยังตั้งอยู่บนกรอบการพิจารณาที่ค่อนข้างจำกัด โดยคำนึงถึงเฉพาะบริบทการแข่งขันระหว่างประเทศที่ เป็นสมาชิกในกลุ่มอาเซียนเท่านั้น ขาดมุมมองของพิจารณาอย่างครอบคลุมไปถึงบริบทในการแข่งขันของไทยและ ของอาเซียนภายใต้กรอบของการแข่งขันระดับโลก (Global Competition) อันอาจทำให้หลายภาคส่วน เกิด ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับหรือความท้าทาย (Challenges) ที่จะเกิดขึ้นจากการ ก้าวสู่ AEC และการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของไทย ซึ่งในท้ายที่สุดอาจนำไปสู่การกำหนดนโยบายและ ยุทธศาสตร์ในการแข่งขันทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนที่ผิดพลาดได้ บทความนี้จึงขอคิดต่างด้วยการนำเสนอการ พินิจและพิเคราะห์การก้าวเข้าสู่ AEC และการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของไทย ให้สอดคล้องกับทิศทางของการ ดำเนินการทางการค้าและการผลิตยุคใหม่ เพื่อรองรับการแข่งขันทางการค้าระดับโลก ภายใต้บริบทของโลกาภิ วัตน์ ที่มุ่งเน้นเศรษฐกิจไร้พรมแดน บทความนี้ได้แบ่งออกเป็นหลายตอน เพื่อสะดวกในการเรียบเรียงและติดตาม โดยจะเริ่มตอนแรกด้วยการ อภิปรายถึงประเด็นที่ว่าประเทศไทยได้ก้าวมาถึงจุดที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการพัฒนาประเทศแล้ว และมี ความจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมไทยจะต้องเริ่มปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์กันทั้งองคาพยพกันอย่างจริงจัง เพื่อสร้าง พื้นฐานของการเจริญเติบโตของประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศพัฒนา (Developed Country) อย่างแท้จริง ตอนที่ 2 เป็นการวิเคราะห์โครงสร้างการผลิตและรูปแบบทางธุรกิจ (Business Model) ที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า “Global Value Chain (GVC)” ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญที่ ขับเคลื่อนการค้าโลกอยู่ในปัจจุบัน และมีอิทธิพลอย่างมากต่อการผลักดันให้นานาประเทศดำเนินการเปิดเสรี ทางการค้า ตอนที่ 3 จะอภิรายถึงแนวความคิดของการสร้างคุณค่าเพิ่มหรือความมั่งคั่งในเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งจะ เป็นกรอบความคิด (Framework) ที่น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการกำหนดทิศทางการพัฒนาขีด ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและของประเทศ ส่วนตอนที่ 4 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายจะเป็นการนำการ อภิปรายทั้งหมดมาประมวลเพื่อพินิจพิเคราะห์ AEC และการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของไทย โดยมุ่งหวังกระตุ้น ให้เกิดการทบทวนและเปลี่ยนความคิดในการพัฒนาประเทศไทยในระยะต่อไป 1. การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) สิ่งที่ทุกท่านมักใฝ่ฝันอยากให้เป็นจริง คือ ประเทศไทยได้รับการพัฒนาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Country) และมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ จากการทบทวนแนว
  2. 2. ทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่างๆทั่วโลก เราพอจะแบ่งระดับของการพัฒนาเศรษฐกิจออกได้เป็น 3 ระยะ (Stages) คือ ระยะที่ 1 เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจโดยพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ภายในประเทศเป็นหลัก (Resource Driven) ประเทศที่มีการพัฒนาในระยะนี้มักถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม ประเทศด้อยพัฒนา การพัฒนา เศรษฐกิจระยะนี้จะพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและปัจจัย การผลิตขั้นพื้นฐาน เช่น ที่ดิน แรงงานไร้ฝีมือ เป็นต้น เป็นสำคัญ สินค้าส่งออกมาที่มีรากฐานมาจาก ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ เช่น แร่ ป่าไม้ เป็นต้น เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีความอ่อนไหวสูงต่อภาวะเศรษฐกิจของ โลก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ การพัฒนาระยะที่ 2เป็นการพัฒนาที่ เกิดขึ้นจากการยกระดับ (Efficiency/Investment Driven) เป็นระดับการพัฒนาของประเทศในกลุ่มประเทศที่ กำลังพัฒนา เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการยกระดับประสิทธิภาพ (Efficiency) ในการผลิตสินค้าและ บริการพื้นฐาน ในบทบาทของ OEM ที่เป็นผู้รับจ้างผลิตเพื่อการส่งออก โดยอาศัยการนำเข้าเทคโนโลยีจาก ต่างประเทศ การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และการลงทุนโดยภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ โดยการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในระยะนี้ต้องพึ่งพาการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศและการขยายตัว ทางเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นผู้นำเข้าสินค้า การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะที่ 3 เป็นการพัฒนาในกลุ่มประเทศที่ พัฒนาแล้ว ที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ (Innovation Driven) ด้วย การปรับฐานจากการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก มาเป็นเศรษฐกิจที่สามารถสร้างเทคโนโลยี องค์ความรู้ และ นวัตกรรมด้วยตนเองได้ จนเกิดความสามารถในการผลิตและนำเสนอสินค้าและบริการที่สร้างคุณค่าเพิ่มที่แตกต่าง จากคู่แข่งขันได้ด้วยตนเอง การเข้าสู่การพัฒนาในระยะนี้จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) การพัฒนาตลาดทุนเพื่อการลงทุนและการเข้าถึงเทคโนโลยี การพัฒนา บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและมีความสามารถในการดูดซับเทคโนโลยีสมัยใหม่ วงจรการพัฒนาเศรษฐกิจ 1.2 เวลา ด้อยพัฒนา กำลังพัฒนา Stage 1 Factor Driven Stage 2 Efficiency/Investment Driven พัฒนาแล้ว Stage 3 Innovation Driven การพัฒนา Eastern Seaboard ? กับดักรายได้ปานกลาง Middle Income Trap
  3. 3. การพัฒนาเศรษฐกิจในแต่ละระยะ มักจะมีอัตราการเติบโตในรูปของตัว S (S Curve) โดยจะมีอัตราการ เติบโตค่อนข้างช้าในช่วงแรก และจะขยายตัวในอัตราที่สูงในช่วงถัดมา ก่อนที่การเจริญเติบโตจะเริ่มชะลอตัว ในช่วงสุดท้าย หากจะรักษาอัตราการเติบโตที่สูงต่อไป การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องขยับไปสู่การพัฒนาในระยะ ที่สูงกว่า ดังนั้น การก้าวข้ามจากการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะที่ต่ำกว่าไปยังเศรษฐกิจในระยะที่สูงกว่า ซึ่งมัก จำเป็นต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนหรือการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตและโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เป็น จังหวะเวลาที่สำคัญของความพยายามที่จะผลักดันให้ประเทศสามารถรักษาอัตราการเติบโตที่สูงได้อย่างยั่งยืน ประเทศไทยได้ก้าวข้ามรอยต่อที่สำคัญจากประเทศด้อยพัฒนาเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา โดยนโยบาย สำคัญที่ขับเคลื่อนให้ไทยสามารถยกระดับระบบเศรษฐกิจจากประเทศด้อยพัฒนาในระยะแรกมาเป็นประเทศกำลัง พัฒนา คือ โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ Eastern Seaboard Development Program (ESB) ซึ่งดำเนินการภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) ได้ปรับโครงสร้าง การผลิตของประเทศไทย จากการผลิตสินค้าเกษตรกรรมขั้นพื้นฐานและการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า เป็นการ ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก ซึ่งส่งผลต่อศักยภาพของประเทศในการผลิตและส่งออกสินค้า การดึงดูดการลงทุนจาก ต่างประเทศ และการจ้างงานจำนวนมาก ทำให้ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่สูงมาก อย่างต่อเนื่อง จนมีการกล่าวถึงในวงกว้างว่า ไทยกำลังจะกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกิดใหม่ (Newly Industrial Country) แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีการปรับพื้นฐานโครงสร้างการผลิตและฎขีดความสามารถใน การแข่งขันของประเทศกันอย่างจริงจังในช่วงเวลาดังกล่าว จึงทำให้ระบบเศรษฐกิจของไทยยังคงมีลักษณะของ ประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถก้าวข้ามไปเป็นประเทศที่พัฒนาตามที่คาดหวังได้ ทั้งนี้ การเปลี่ยนถ่ายจากระดับการพัฒนาเศรษฐกิจจากระยะที่ 2 เป็นระยะที่ 3 จะเผชิญความท้าทาย มากกว่าการก้าวข้ามจากระยะที่ 1 เป็นระยะที่ 2 เป็นปรับเปลี่ยนทิศทางของการพัฒนาเศรษฐกิจจากการ พัฒนาระยะที่ 2 ซึ่งเน้นการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกและการลงทุนจากต่างประเทศ ไปสู่การพัฒนาระยะที่ 3 ซึ่งต้องอาศัยฐานของการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีและการพัฒนานวัตกรรมด้วยตนเอง จะเป็นการยกระดับ การพัฒนาเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนจนถึงการปฏิรูป (Transformation) โครงสร้างของธุรกิจและ ของการผลิตที่ให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าในการพัฒนาและในการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เกิดนวัตกรรม มาก ไปกว่าการมุ่งเน้นเฉพาะไปที่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอย่างที่เรา คุ้นเคยกันมาตลอด การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะเริ่มแรก เกิดจากความสามารถในการแทรกตัวเข้า ไปแข่งขันในตลาดโลกของไทยที่ส่วนใหญ่ อาศัยความพร้อมของปัจจัยการผลิตและแรงงานมีฝีมือที่มีค่าจ้างต่ำ แต่ เมื่อประเทศได้พัฒนามาถึงจุดหนึ่งแล้ว ค่าแรงย่อมสูงขึ้นและต้นทุนของปัจจัยการผลิตต่างๆก็สูงขึ้นด้วย ทำให้ ประเทศไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้รูปแบบหรือโครงสร้างการผลิตแบบเดิมๆ อีกแล้ว เมื่อเทียบกับ ประเทศอื่นที่มีค่าแรงที่ถูกกว่า โดยฮ่องกงและไต้หวันเป็นตัวอย่างของประเทศที่สามารถก้าวข้ามจากการพัฒนา ระยะที่ 2 จนมาสู่ระยะที่ 3 ได้ ส่วนประเทศอาร์เจนติน่า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าจะสามารถก้าวขึ้น เป็นประเทศที่พัฒนาได้ กลับไม่สามารถก้าวข้ามรอยต่อของการพัฒนานี้ไปได้ จนทำให้ประเทศเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ อยู่เนืองๆ 1.3
  4. 4. ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้เริ่มเกิดความตระหนักและกระแสความกังวลถึงความจำเป็นที่ไทยจะต้องก้าว ข้ามกับดักของประเทศที่กำลังพัฒนาที่มีรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) แต่ความพยายามที่ผ่านมายัง เป็นเพียงวาทกรรม (Lip Service) โดยยังไม่เกิดการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm shift) กันอย่างแท้จริง ตัวอย่าง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้กำหนดยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ แห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2550 .... บนหลักการเหตุผลที่ว่า สัดส่วนของต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP (Cost to GDP ratio) ของประเทศไทยมีค่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่พัฒนาแล้ว จึงได้เกิดการผลักดันแผนงานโครงการต่างๆ ภายใต้ เป้าหมายของการลดสัดส่วนของต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP จำนวนมาก และหน่วยงานต่างๆก็ได้ท่องคาถานี้มา ตลอดในการจัดทำของงบประมาณแผ่นดินในการดำเนินโครงการ อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วจะ เห็นว่า แนวความคิดในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ที่ดำเนินการกันมา ยังเป็นแนวความคิดภายใต้กระบวน ทัศน์ของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะที่ 2 ที่เน้นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพ กล่าวคือ แผนงานโครงการต่างๆ “หมกมุ่น” อยู่กับการลด “ตัวเศษ” ของสัดส่วนดังกล่าว เกิดเป็นความพยายามที่ใช้งบประมาณส่วนใหญ่ของ ประเทศไปกับการลดต้นทุนแต่ถ่ายเดียวตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะต้นทุนขนส่งด้วย รถบรรทุกที่ลดกันจนค่าขนส่งด้วยรถบรรทุกของไทยต่ำกว่าค่าขนส่งในประเทศเพื่อนบ้านมากแล้ว เหลือแต่เพียง การเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางรถไฟและทางน้ำที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานที่ดีกว่า ซึ่งก็ได้มีแผนงาน โครงการอยู่แล้ว รอแต่เพียงการนำไปปฏิบัติให้เกิดผลในเชิงรูปธรรมเท่านั้น สิ่งที่ขาดอย่างมาก คือ การดำเนินการ อย่างจริงจังตามกรอบแนวความคิดภายใต้กระบวนทัศน์ของการพัฒนาเศรษฐกิจระยะที่ 3 คือ แทนที่คิดเพียงแต่ จะทุ่มงบประมาณไปกับการลดตัวเศษของสัดส่วนดังกล่าว ควรหันกลับมาทุ่มสรรพกำลังในการแปลง ความสามารถในการจัดการโลจิสติกส์ให้สามารถเพิ่มมูลค่าที่ได้รับจากสินค้าหรือเพิ่มมูลค่า “ตัวส่วน” ของสัดส่วน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมกันอย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น ทุเรียนจำหน่ายหน้าสวนมีราคาประมาณ 25 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาขาย ณ ตลาดในประเทศจีน อาจสูงถึง 90 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบัน ชาวสวนไทยจะจำหน่ายทุเรียนที่ หน้าสวน โดยได้รับผลตอบแทนเพียง 25 บาทต่อกิโลกรัม แล้วปล่อยให้ส่วนต่างของราคาที่มีมูลค่าสูงตกอยู่ในมือ ของผู้ประกอบการต่างชาติ แทนที่เราจะมุ่งเพียงแต่ลดต้นทุนโลจิสติกส์ในการส่งออกทุเรียนที่มีมูลค่า 25 บาทต่อ กิโลกรัม เราควรหันมาพิจารณาถึงการพัฒนาต่อยอดขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ การจัดจำหน่าย และการ กระจายสินค้าของเกษตรกรไทยหรือผู้ประกอบการไทย เพื่อให้สามารถเป็นผู้ขายทุเรียนที่มีมูลค่า 90 บาทต่อ กิโลกรัมแทน เราควรเริ่มตระหนักว่า ข้อมูลและสถิติที่ได้ชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในอัตราที่ ค่อนข้างต่ำในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเตือนในระดับหนึ่งให้ทราบแล้วว่า ประเทศไทยอาจจะ เริ่มเข้าสู่ปลายของตัว S ของการเติบโต หรือ ช่วงปลายของการขยายตัวของเศรษฐกิจระยะที่ 2 ซึ่งจะมีอัตราการ ขยายตัวลดลงจากที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า หน่วยงานต่างๆโดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ จะ โทษแต่เพียงว่า เป็นเพราะวิกฤตการณ์การเมืองจึงทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้า โดยไม่เริ่มทบทวนว่ารากฐานของขีด ความสามารถในการแข่งขันของไทยที่พึ่งพาแต่สินค้าส่งออก โดยหวังเพียงผลบุญจากการลงทุนต่างชาติที่มีต่อการ จ้างแรงงานจำนวนมากและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยังเหมาะสมอยู่หรือไม่ ถ้าทุกภาคส่วนของไทยยังไม่เริ่มที่ จะเลิกกระบวนทัศน์เดิม (Old Paradigm) ที่ตั้งอยู่บนความสำเร็จเก่าๆที่อาศัยใบบุญจากการส่งออกสินค้าที่ผลิต แบบ OEM มาเป็นการพัฒนาโครงสร้างและสภาวะแวดล้อมที่จะเป็นพื้นฐานและสนับสนุนให้เกิดขีดความสามารถ 1.4
  5. 5. ในการพัฒนานวัตกรรมและการพัฒนาหรือต่อยอดเทคโนโลยี และการดูดซับเทคโนโลยีสมัยใหม่แล้ว ประเทศไทย ก็อาจจะติดอยู่ในกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง จนเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักชัน (Stalled Economy) ได้ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างในการเติบโตของไทยครั้งล่าสุดของไทยเกิดขึ้นภายใต้โครงการ Eastern Seaboard ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา เราแทบจะไม่ได้ ดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจและทางสังคมกันอย่างจริงจังอีกเลย และในขณะนี้ “บุญเก่า” ที่ได้สร้าง มาเมื่อ 30 ปีน่าจะใกล้หมดแล้ว หากยังไม่ดำเนินการสร้าง “บุญใหม่” ด้วยการปฏิรูปกระบวนทัศน์กันอย่างจริงจัง แล้ว เราอาจจะเดินเข้าสู่ช่วงของการชดใช้ “กรรมเก่า” ในไม่ช้า 1.5

×