Se ha denunciado esta presentación.
Utilizamos tu perfil de LinkedIn y tus datos de actividad para personalizar los anuncios y mostrarte publicidad más relevante. Puedes cambiar tus preferencias de publicidad en cualquier momento.

อบรม E-commerce [พื้นฐานการตลาดออนไลน์]

1.463 visualizaciones

Publicado el

สไลด์จากการอบรม โครงการเชื่อมโยงระบบ e-commerce และการจัดหาเว็บไซต์แสดงผลงาน ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIP) วันที่ 1 ชั่วโมงที่ 2-3 พื้นฐานการตลาดออนไลน์

Publicado en: Marketing
  • Inicia sesión para ver los comentarios

อบรม E-commerce [พื้นฐานการตลาดออนไลน์]

  1. 1. ชั่วโมงที่ 1 - ปรับพื้นฐานเทคโนโลยี ชั่วโมงที่ 2-3 - การตลาดออนไลน์ 1 เช้าวันที่ 1
  2. 2. ชั่วโมงที่ 2-3 การตลาดออนไลน์ 2 สรุปจากหนังสือ re: digital 
 การตลาดยุคใหม่ เจาะใจลูกค้า
  3. 3. การตลาดออนไลน์ ทำอย่างไร/ทำไม? 3 Plan - Do - Check - Action cycle เมื่อเปิดร้านออนไลน์หรือออฟไลน์ (ที่มีอยู่แล้วก็ตาม) 1. วางแผน - ทำความรู้จักลูกค้าในหลายมิติ เช่น ระดับรายได้ ความ สนใจ วัย (Generations) และอื่นๆ 2. ลงมือ - เลือกกลุ่มเป้าหมายและเครื่องมือที่ใช้ทำการตลาดให้ตรง กลุ่ม เช่น web, social, e-mail, อื่นๆ 3. ตรวจสอบ/วัดผล - วัดผลที่ได้เทียบกับความคุ้มค่าของเงินที่ลงทุนไป 4. แก้ไข - ปรับปรุงกระบวนการจากผลที่ได้รับ (feedback)
  4. 4. 4 ลูกค้าในยุค (GENERATION) ต่างๆ
  5. 5. ลูกค้าในยุค (GENERATION) ต่างๆ • Maturist / Builders ผู้สูงวัย (ก่อน 1945 / WW2) Warren Buffet • Baby Boomer (1945 - 1960) Bill Gates - Microsoft • Gen X (1961-1980) - digital immigrant Larry Pages - Google • Gen Y (1990-1999) Mark Zuckerberg - Facebook • Gen Z / Millennial (2000 - 2009) - digital native • Gen Alpha (2010 - ?) - digital native & IoT 5 [ภาพจาก Wikipedia]
  6. 6. 6 ลูกค้าในยุค (GENERATION) ต่างๆ
  7. 7. 7 ลูกค้าในยุค (GENERATION) ต่างๆ
  8. 8. เราอยู่ในยุค "GEN ME?" • ใครไม่เคยถ่าย Selfie บ้าง? • เน็ตยิ่งเร็ว คนยิ่งอยากได้อะไร ดังใจ ทันทีทันใด • ความอยากที่จะแตกต่าง 
 (ปัจเจกชน - individual) • Gen Me = หลงตัวเอง จริงหรือ? 8
  9. 9. แบ่งกลุ่มเพื่อเข้าใจลูกค้า แบ่งลูกค้าได้อีกหลายอย่างนอกจากช่วงอายุ (GENERATIONS แล้ว) • ระดับรายได้ (สูง, กลาง, ต่ำ) • การศึกษา (ระดับ / สาขาวิชา) • ไลฟ์สไตล์ • เพศ (ชาย, หญิง, เพศที่ 3, 4, 5, ...) • ฯลฯ 9
  10. 10. พ้นยุค "การตลาดดิจิทัล" โดยเฉพาะแล้ว • การตลาดทุกอย่างมีดิจิทัลแฝงอยู่หมด แยกไม่ออกว่าออนไลน์หรือออฟไลน์ • ลูกค้ามีพฤติกรรมใหม่ๆ เช่น Showrooming • ผู้ขายต้องรับมือ OmniChannel ผสมผสานหลายช่องทางตั้งแต่รู้จัก ค้นหา เปรียบเทียบ ตัดสินใจซื้อ รับสินค้า จนถึงแชร์ประสบการณ์เมื่อใช้แล้ว • การรับ complain ลูกค้า เป็นโอกาส ไม่ใช่ปัญหา • การจัดสรรทรัพยากรในการตลาด ดูที่ Customer Lifetime Value ไม่ใช่ ยอดขาย ณ ขณะนั้น ยกตัวอย่าง มือถือ + accessories, เครื่องชงกาแฟ (หรือ printer ก็ได้) + consumables (capsule, หมึก, ฯลฯ) • ออนไลน์ต้นทุนถูกและ (มีโอกาส) ได้ผลคุ้มกว่า (ถ้าสินค้า/วิธีการเหมาะสม) • Social media เป็นเครื่องมือสำคัญของการตลาด(ออนไลน์) แต่ไม่ใช่ทั้งหมด 
 มีเครื่องมืออื่นๆอีก 10
  11. 11. เครื่องมือทำการตลาดออนไลน์ • Web site - Search, Display (Banner), Mobile (Responsive), Content • Social media - Facebook, LINE, IG, Twitter, forum / web board เช่น Pantip และอื่นๆ • Video - YouTube, Facebook, -> LIVE! • Advertorial - blog / review • อื่นๆ 11
  12. 12. เครื่องมือทำการตลาดออนไลน์ • เลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับลักษณะของ • สินค้า • กลุ่มลูกค้า • ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าอะไรถูกอะไรผิด • ต้องทดลองเยอะๆ ว่าแบบไหนเหมาะกับเรา 12
  13. 13. เว็บไซต์ (1) ทำไมยังต้องมี? • Web is (not) dead - เว็บยังไม่ตาย • เว็บเป็นเหมือน “ป้ายประกาศอย่างเป็นทางการของธุรกิจ” สร้าง ความน่าเชื่อถือ และเป็นหลักในกรณีที่ Social media หรือเครื่องมือ อื่นๆ เปลี่ยนแปลงความนิยมไป • การโฆษณาทุกอย่างนอก Social media โยงมาที่เว็บ ทำให้สามารถ วัดผลรวมได้ • web สามารถพัฒนาเองได้ จึงอาจทำให้มีความสามารถหรือลูกเล่น ต่างๆ เป็นพิเศษได้ • ถ้ามีกำลังพอควรทำเว็บ (ถ้าไม่พออาจใช้แค่ social media ไปก่อน) • แต่ต้องมีกระบวนการให้คนหาเจอและเข้าเว็บ (SEO) 13 ?
  14. 14. • เรื่องของขนาดหน้าจอที่แตกต่าง เมื่อคนส่วนใหญ่ใช้มือถือเข้าเว็บเป็น หลัก (มากกว่า 60-70%) • จะทำแยก Desktop กับ Mobile (แต่ต้องคอยอัพเดททั้งสองเว็บ) หรือ ทำแบบรวมแต่ปรับขนาดได้อัตโนมัติ (responsive) ดี? • ถ้าแสดงผลบนมือถือไม่สวย Google จะหักคะแนนการค้นหา (mobilegeddon) • เนื่องจากอุปกรณ์ mobile ไม่รองรับ Adobe Flash และ Browser เช่น Chrome ก็ทยอยเลิก ดังนั้นต่อไปห้ามใช้เด็ดขาด ถ้าใช้อยู่ให้รีบ เปลี่ยนวิธีอื่นโดยเร็วที่สุด 14 เว็บไซต์ (2) หน้าจอใหญ่หรือเล็กดี? มีปัญหา
  15. 15. 15 เว็บแบบแยก DESKTOP / MOBILE
  16. 16. 16 เว็บแบบ RESPONSIVE
  17. 17. • SEO (Search Engine Optimization) ไม่ใช่แค่ทำให้เว็บติดหน้าแรกของ การ search ด้วย keyword คำใดคำหนึ่ง (เช่น "เลี้ยงเด็กทารก") แต่ทำยังไง ให้เจอข้อมูลที่ตรงใจในพริบตา จากการค้นหาเป็นเรื่องราวหลายๆ คำที่ตอบ โจทย์หรือแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ทันที (เช่น "เปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กทารก") • ผู้ใช้สนใจการแก้ปัญหาในมุมที่ตัวเองต้องการมากกว่าโฆษณาผลิตภัณฑ์ของ เรา จึงต้องหาที่แทรกลงไปสื่อสารในเนื้อหา (content) ที่ลูกค้าสนใจ ไม่ใช่แค่ banner หรือหน้าโฆษณา • ซึ่งนำไปสู่การตลาดที่อิงเนื้อหาสาระหรือ content marketing ที่ต้องเข้ามา ช่วยในการทำ SEO ด้วย เพื่อให้ครอบคลุม keyword ที่หลากหลายได้มาก ที่สุด เช่นบทความ รีวิวต่างๆ 17 เว็บไซต์ (3) ทำยังไงให้คนหาเจอและเข้าเว็บ
  18. 18. 18
  19. 19. ประชากรไทยประมาณ 67 ล้านคน เข้าถึง Social media ประมาณ... • Facebook (มากกว่า 30 ล้านคน) • LINE (มากกว่า 30 ล้านคน) • Instagram (ประมาณ 1-2 ล้านคน) • Twitter (น้อยกว่า 1 ล้านคน) • Web board เรื่องทั่วไป แต่มีแยกห้องเฉพาะ (เช่น Pantip) หรือเว็บ เฉพาะทาง (เช่น ThaiDphoto, Dek-D) 19 โซเชียลมีเดีย (1) สถิติผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ของไทย
  20. 20. 20 % ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทยจากประชากรทั้งหมด 
 (ที่มา STATISTA.COM - Q4/2015)
  21. 21. 21 % ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทย จากกลุ่มที่สำรวจ [ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://etda.or.th/publishing-detail/thailand-internet-user-profile-2015.html ]
  22. 22. 22 ที่มา บริษัท Thoth Zocial ในงาน Zocial Award (17/5/59)
  23. 23. 23[ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.pawoot.com/thailand-print-and-digital-media-trend ] มูลค่าสื่อโฆษณาออนไลน์ของไทย
  24. 24. 24 เม็ดเงินที่ธุรกิจไทยใช้กับการโฆษณาดิจิตอลและโซเชียลมีเดีย [ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.pawoot.com/thailand-print-and-digital-media-trend ]
  25. 25. • สื่อสารสองทาง ผู้ใช้คุยกันเองและกับแบรนด์เจ้าของสินค้า/บริการได้โดยตรง • ต้องใช้ให้ถูกวิธี มีความน่าสนใจ โต้ตอบรวดเร็วทันใจ มีวุฒิภาวะ ระวังเกิด ดราม่า • ผู้ใช้คุยกันเองเป็นหลัก แบรนด์ต้องหาช่องทางหรือวิธีแทรกตัวเข้าไปเรียกร้อง ความสนใจ บางสื่อก็มีช่องทางที่แตกต่างกันจัดไว้ให้ เช่น Facebook (ads, promoted post, ...), LINE (Line@, Official account, Line Pay), Pantip (SR - sponsored review) เป็นต้น หากเข้าไม่ถูกช่องอาจเกิดปัญหาตามมาได้ • คาดหวัง engagement หรือการติดตาม มีปฏิสัมพันธ์สม่ำเสมอ และนำไปสู่ การสร้างความเชื่อถือของแบรนด์ และการขายสินค้าหรือบริการในที่สุด มากกว่าจำนวนยอดคนที่เห็นหรือกด Like, Follow 25 โซเชียลมีเดีย (2) ลักษณะการสื่อสาร
  26. 26. คาดกันว่า Chat และ Chatbot (โปรแกรมที่สามารถ Chat คุยกับผู้ใช้ได้) จะเป็น platform ที่มีความสำคัญต่อไปถัดจาก Facebook
 
 คำถามคือ อะไรจะมา? • Facebook Messenger • LINE • WhatsApp • WeChat, Snapchat, Telegram, อื่นๆ ?!? [ไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศในโลกเท่านั้นที่ใช้ LINE เป็นหลัก] 26 โซเชียลมีเดีย (3) WHAT'S NEXT?
  27. 27. 27 Chatbot example : Booking.comตัวอย่างการใช้งาน Chat bot ของ Booking.com
  28. 28. • เป็นสื่อที่เข้าถึงได้โดยไม่ต้องใช้สมาธิมาก ดูหรือฟังผ่านๆ ในขณะทำอย่างอื่นด้วยได้ ต่างจากการอ่านข้อความยาวๆ • เหมาะกับคนไม่ชอบอ่านยาวๆ ด้วย • เรียกร้องความสนใจ / ประทับใจด้วยเทคนิคภาพและเสียง ได้ดี มีโอกาส"โดน" หรือได้ impact มากกว่า • สร้างยากและลงทุนสูงกว่าการใช้ข้อความ / ภาพนิ่ง (ไม่ รวมกรณี LIVE) 28 วิดีโอ (1) สื่อผสมที่ไม่ต้องอ่าน
  29. 29. • YouTube มีมานาน ค้นหาเจอง่าย ทำ Channel เฉพาะของ แบรนด์ได้ ทำ LIVE (ถ่ายทอดสด 360 องศา) ได้ • Facebook มาใหม่มาแรง ดูได้เร็วจากใน Facebook เองเลย แชร์ต่อง่าย แต่ค้นหายากกว่า ฝังในเพจของแบรนด์เลยได้ ทำ LIVE (ถ่ายทอดสด) ได้ • สองยักษ์ใหญ่นี้กั๊กกันอยู่ จะให้ดีอาจต้องทำทั้งสองที่ • 5-10 วินาทีแรกสำคัญมาก ถ้าไม่น่าสนใจพอคนจะ skip เลิกดู 29 วิดีโอ (2) ฝากไว้ที่ไหนดี?
  30. 30. 30
  31. 31. 31 Facebook Live
  32. 32. • บทความหรือวิดีโอเชิงรีวิว แนะนำการเลือกซื้อเลือกใช้ หรือ ประสบการณ์จากการใช้สินค้า/บริการ • จ้างเขียนก็ได้ แต่ต้องน่าเชื่อถือตามจริงและตามสมควร ไม่ใช่ อวยไส้แตก ซึ่งผู้เขียนแต่ละคนก็ต้องรักษาเครดิตของตัวเองด้วย • ใช้ผู้รู้หรือคนที่ผู้คนทั่วไปสนใจฟังและเชื่อถือ คนดัง ดารา ฯลฯ (influencer) • มีค่าใช้จ่ายและวิธีบริหารความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันไป 32 ADVERTORIAL (1)
  33. 33. • เป็นการทำ content marketing อย่างหนึ่ง คือพูดในเรื่องหรือมุม มองที่ลูกค้าหรือผู้ใช้ผู้บริโภคสนใจ เช่นการใช้งานจริง ไม่ใช่หน้า โฆษณาที่บอกแต่คุณสมบัติเด่นหรือภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์เท่านั้น • ต้องนำเสนอให้น่าสนใจติดตาม มีศิลปะการเล่าเรื่อง จับประเด็นมา เล่า หลีกเลี่ยงประเด็นที่อาจทำให้เกิดปัญหา (ถ้าทำได้) • อาศัยความสามารถเฉพาะตัว และความน่าเชื่อถือของผู้นำเสนอ เช่น blogger ค่อนข้างมาก จึงต้องคัดผู้ผลิตเนื้อหาให้ถูกคนถูกเรื่องว่า เป็น "ตัวจริง" ในเรื่องนั้นๆ 33 ADVERTORIAL (2)
  34. 34. 34
  35. 35. 35
  36. 36. 36
  37. 37. 37 [CR] = Consumer Review
 [SR] = Sponsored Review
  38. 38. 1. ขอรายชื่ออีเมล์หรือให้สมัคร (Opt-in ไม่ใช่ไปซื้อมา) 2. ขออนุญาตส่ง / ยืนยันรายชื่อ กันความผิดพลาด (Double Opt-in) 3. เขียนหัวข้อเรื่อง (subject) ให้น่าสนใจ 4. จัดหน้าตาให้สวยเหมือนนิตยสาร 5. ต้องมีวิธียกเลิก (Unsubscribe) 38 E-MAIL MARKETING 4 ขั้นตอน
  39. 39. • เป็นวิธีทำตลาดออนไลน์ที่มักถูกมองข้าม ทั้งๆที่ความจริงยังได้ผลดีอยู่ สามารถวัดผล ได้แน่นอนและมีค่าใช้จ่ายต่อหน่วยต่ำไม่แพ้วิธีอื่นๆ • สมมติเรามีรายชื่อลูกค้าอยู่ในมือแล้ว การส่งอีเมล์ไปหา ให้ส่ง 1 ฉบับต่อลูกค้า 1 ราย (เหมือนการทำ mailmerge ในโปรแกรมชุดออฟฟิศ) ห้ามส่งทีเดียวถึงหลายคน (ถึงแม้จะ cc หรือ bcc ก็ตาม) เพราะลูกค้าคนหนึ่งจะได้รายชื่อลูกค้าคนอื่นๆ ในหัว อีเมล์ไปด้วย ซึ่งดูไม่ดีอย่างแรง เหมือนไม่ให้เกียรติผู้รับ • ถ้ามีรายชื่อไม่มากเช่นไม่กี่สิบราย อาจส่งจากโปรแกรมรับส่งอีเมล์ทั่วไปได้ แต่ถ้าส่ง จำนวนมากในเวลาใกล้เคียงกัน เช่นนับร้อยหรือพันชื่อ อาจโดนผู้ให้บริการเมล์หรือ เน็ตบล็อกไม่ให้ส่งได้เพราะกลัวไปสแปมคนอื่น หรือส่งไปได้ถึงผู้รับแล้วก็อาจถูก สงสัยและโดนคัดทิ้งหรือตีตกถังสแปมได้ ควรใช้ผู้ให้บริการรับส่งอีเมล์โดยเฉพาะ เช่น mailchimp หรืออื่นๆ ซึ่งจะเตรียมระบบรองรับการส่งทีละมากๆ ได้ นอกจากนี้ยัง สามารถติดตามและวัดผลได้ชัดเจน เช่น ผู้รับได้รับกี่คน เปิดดูกี่คน เปิดดูตอนกี่โมง ดูแล้วคลิก link จุดไหนบ้างในหน้าจดหมาย ฯลฯ เพื่อนำมาปรับปรุงหน้าตาอีเมล์ ฉบับต่อๆ ไปให้โดนใจลูกค้ามากขึ้น 39 E-MAIL MARKETING (1)
  40. 40. 40 ตัวอย่างผู้ให้บริการส่ง e-mail marketing : MailChimp
  41. 41. 41 การติดตามผลการเปิดอ่านเมล์ใน MailChimp
  42. 42. 42 ผู้ให้บริการส่ง e-mail marketing อื่นๆ
  43. 43. 43 ผู้ให้บริการส่ง e-mail marketing อื่นๆ (ต่อ)
  44. 44. • ห้ามส่งอีเมล์ไปตามรายชื่อที่ไม่ได้สมัคร เช่นซื้อชื่อมาเฉยๆ เพราะอาจ เกิดทั้งกรณีส่งไม่ถึงเพราะชื่อนั้นไม่มีจริง (กรอกข้อมูลผิดหรือปิดไป แล้ว) หรือส่งถึงคนที่ไม่อยากได้ ทำให้รำคาญจนฟ้องเจ้าของเซิร์ฟเวอร์ ให้ขึ้นบัญชีดำว่าเราเป็น spam หรืออีเมล์ที่ไม่ได้ร้องขอ (unsolicited e-mail) จะเสียชื่อและอาจทำให้ส่งอีเมล์ไปหาใครๆ อื่นได้ยากไปด้วย ถึงแม้เจ้าตัวรายอื่นจะยินดีรับก็ตาม • วิธีที่ถูกต้องให้ผู้รับทำการ opt-in คือสมัครขอรับข้อมูลเข้ามาเอง จาก การรวบรวมรายชื่อในอีเวนท์ จากการสมัครหน้าเว็บ หรืออื่นๆ • วิธีที่ดีที่สุดคือ Double opt-in โดยเมื่อได้รายชื่อที่ยินยอมรับอีเมล์มา แล้ว อย่างแรกให้ส่งอีเมล์ไปตามนั้นเพื่อให้เจ้าของเมล์ตัวจริงยืนยันอีก ครั้ง (กันคนอื่นเอาชื่อมาสมัครแทน หรือการคีย์ข้อมูลผิดของเราเอง) 44 E-MAIL MARKETING (2)
  45. 45. 45 DOUBLE OPT-IN
  46. 46. อีเมล์ที่ส่งออกไป • ควรจัดหน้าอย่างสวยงาม เหมือนนิตยสาร • ทำให้เปิดดูแล้วน่าสนใจ น่าคลิกตามลิงค์ดู [อย่าลืมนึกเรื่องต้องทำให้ดูดีบนมือถือ (แนวตั้ง) ด้วย] 46 E-MAIL MARKETING (3)
  47. 47. 47
  48. 48. 48
  49. 49. 49
  50. 50. • ตามหลักสากลและ พรบ. คอมพิวเตอร์ จะต้องมีคำอธิบายว่า อีเมล์นี้มาได้ไง เช่น “...ตามที่คุณได้สมัครสมาชิกไว้...” และมีปุ่ม หรือบอกวิธีการให้ unsubscribe ได้ถ้าผู้รับไม่ต้องการ (บาง บริการรับส่งอีเมล์ เช่น Mailchimp ทำให้อัตโนมัติ หรือจะทำเอง แบบ manual ก็ได้) • แนะนำ ควรมีปุ่มให้แชร์จากอีเมล์ไปยัง social media ได้ โดยตรง 50 E-MAIL MARKETING (4)
  51. 51. 51
  52. 52. • วิธีการวัดผลและการคิดค่าโฆษณา - นอกจากกรณีจ้างผลิตเนื้อหา บทความหรือ วิดีโอซึ่งมีการคิดค่าจ้างเป็นครั้งๆไปแล้ว การลงโฆษณาเนื้อหาที่สร้างขึ้น หรือ แม้แต่รูปภาพ ข้อความสั้นๆหรือ link ในสื่อออนไลน์ก็มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น • วิธีคิดค่าโฆษณาของสื่อออนไลน์ มีหลายแบบ เช่น • Cost per impression (CPM)/ per display หรือ per mille (พันครั้ง) คิด เงินทุกครั้งที่แสดงโฆษณาให้เห็น (Google Ads, Facebook Adsใช้วิธีนี้) • Cost per Click (CPC) / Action คิดทุกครั้งที่คนคลิกหรือทำตาม ไม่คลิกไม่ เสีย (Promoted post ของ Facebook ใช้วิธีนี้) • Cost Per Period (CPP) เช่นคิดค่าวางแบนเนอร์ที่หน้าแรกของเว็บ 5,000 บาทต่อเดือน • Cost per sale คิดจากยอดขายที่ได้จริง เช่น Affiliate program ของเว็บจอง โรงแรม (กรณีนี้กลับกัน คือเราเป็นคนขาย เว็บนั้นๆ เป็นคนจ่าย) 52 การวัดผลและความคุ้มค่า (1)
  53. 53. การคิดความคุ้มทุน (Return on Investment - RoI) กำไรที่ได้ต่อค่า โฆษณาที่จ่าย ถ้าคิดค่าใช้จ่ายต่อกำไรที่ได้แล้วไม่คุ้ม (กำไร < ค่า โฆษณา) ต้องรีบหยุด แล้วเปลี่ยนวิธีใหม่ เช่น • หาแหล่งโฆษณาเรียกคน (traffic source) ใหม่ๆ เพราะที่เก่าอาจ ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายหรืออิ่มตัวแล้ว เช่นลงใน Facebook หรือ Google โดยทดลองใช้งบทีละน้อยก่อน • ปรับปรุงอัตราการซื้อจริง (conversion rate - คิดเป็น % ของคน ที่ซื้อจริงจากคนทั้งหมดที่เข้ามาหน้าร้านออนไลน์) ให้มากขึ้น เช่น ปรับปรุงหน้าตาเว็บ รูปและรายละเอียดสินค้า วิธีการสั่งซื้อฯลฯ ให้โดนใจลูกค้ามากขึ้น 53 การวัดผลและความคุ้มค่า (2)
  54. 54. 54 บน Computer บน Mobile
  55. 55. 55
  56. 56. Contacts vasinp@provision.co.th Download http://www.slideshare.net/ vasinpermsup ช่วงตอบคำถาม (Q & A) 56 ขอบคุณที่ติดตามฟัง
 มาจนจบครับ :-)

×