   ประวัติ
   โครงการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เริ่มต้นตั้งแต่ปี
    พ.ศ. 2537 โดยกลุ่มศิลปินร่วมสมัยแห่งประเทศไทยนับพันคน
    ได้จัดแสดงผลงานที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยหวังให้
                                                    โดยหวั
    สังคมเห็นว่า มีศลปินมากพอที่ควรจะมี หอศิลป์ มาเป็นพื้นที่
                    ิ
    รองรับในการแสดงออกผลงาน และเก็บรักษาผลงานในอดีตและ
    ประวัติศาสตร์ เป็นที่รวมกลุมศิลปิน เพื่อพบปะ แลกเปลี่ยนความ
                                ่
    คิด แนวการทำางาน ผลก็คือการผลักดันให้เกิดการพัฒนาของ
    วงการศิลปะในบ้านเมืองนี้
   สมัยของ ดร.พิจิตต รัตตกุลได้รับตำาแหน่งเป็นผู้วา กทม. มีการ
                                                    ่
    ผลักดันจนกระทั่ง กทม. มีนโยบายที่จะสร้างหอศิลป์ขึ้น มีการ
    กำาหนดพืนที่ตั้งหอศิลป์ที่บริเวณสี่แยกปทุมวัน และผู้ชนะจาก
             ้
    การประกวดแบบหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้แก่
    บริษัท Robert G. Boughey & Associates (RGB
    Architects) ความพร้อมทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2539 แต่
    ในสมัยของนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่า กทม. คนต่อมา โครงการ
   จากการเคลื่อนไหวเรียกร้องต่อสู้เพื่อให้มีหอศิลป์โดยเครือข่าย
    ประชาชนและกลุ่มศิลปินที่ยาวนาน จนกระทั่งกรุงเทพมหานคร
    โดยผู้ว่าราชการฯ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้เล็งเห็นความ
    สำาคัญของศิลปวัฒนธรรม และได้วางนโยบายด้านศิลป
    วัฒนธรรมเป็นนโยบายหลัก โดยมุ่งเน้นการสร้างความรู้ ความ
    เข้าใจ ของเด็ก เยาวชน และประชาชนในสังคม ให้ตระหนักถึง
    คุณค่าของศิลปวัฒนธรรม สภาแห่งกรุงเทพมหานครจึงได้อนุมัติ
    งบประมาณดำาเนินการก่อสร้างหอศิลปวัฒนธรรมแห่ง
    กรุงเทพมหานคร 509 ล้านบาท[1] เพื่อผลักดันให้
    กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม ซึ่งหอศิลป
    วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (Bangkok Art and Culture
    Centre or bacc) ได้เริ่มก่อสร้างในที่ดินของกรุงเทพมหานคร
    บริเวณสี่แยกปทุมวัน และได้มีการเปิดโครงการหอศิลป
    วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่
    19 สิงหาคม 2548
   ในกำาหนดการเดิม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จะ
   ตัวอาคารสูง 9 ชั้น (บวกอีก 2 ชันใต้ดิน) โดย
                                       ้
    ในตัวอาคารถูกออกแบบมาให้เป็นทรงกระบอก
    ซึ่งสามารถเชือมต่อระหว่างอาคารได้ด้วยทาง
                 ่
    เดินวน เป็นแนวเอียงขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้คนที่เข้ามา
    ชมผลงาน สามารถชมได้ต่อเนื่องในแต่ละชั้น
    นอกจากนีตัวอาคารยังออกแบบมาให้สามารถ
              ้
    รับแสงสว่างจากภายนอกได้ โดยที่แสงไม่แรง
    พอจะที่เข้ามาถึงขนาดทำาลายผลงานศิลปะที่
    แสดงอยู่ข้างในได้ นอกจากห้องนิทรรศการที่มี
    อยู่หลายส่วนแล้ว ภายในยังมีส่วนที่เป็นห้อง
    สมุดประชาชน, ห้องปฏิบัติการศิลปะ, ห้อง
   หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ที่
    สี่แยกปทุมวัน หัวมุมถนนพระราม 1 และถนน
    พญาไท 
    ตรงข้ามห้างมาบุญครอง และสยามดิสคัฟเวอรี่
   สาย 15, 16, 21, 25, 29, 34, 36, 40, 47,
    48, 50, 54, 
    73, 73ก, 79, 93, 141, 159, 204,
    ปอ.501, ปอ.508 
    และ ปอ.529

   เรือสายในคลองแสนแสบ เส้นทางสะพานผ่าน
    ฟ้า-ประตูนำ้า ขึ้นที่
   รถไฟฟ้าลงสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ โดยชัน 3 ของ
                                          ้
    หอศิลปฯ มีทาง
    เดินเชือมต่อกับทางยกระดับสถานี รถไฟฟ้า BTS
           ่
    สนามกีฬา
    แห่งชาติ


   เดินทางได้ 2 เส้นทาง คือ 
    - เส้นทางถนนพญาไท (จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ)
    ข้ามสะพาน
    หัวช้าง ชิดขวาเข้าทางเข้า หอศิลปฯ (ก่อนข้ามสี่แยก
    ปทุมวัน)
   - เส้นทางถนนพระราม 1 (จากสนามกีฬาแห่งชาติ)
    เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพญาไท และเลี้ยวซ้าย 
   เวลาเปิดบริการวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 10.00-
    21.00 น. (หยุดวันจันทร์)
    ส่วนสำานักงาน เปิดทำาการตั้งแต่เวลา 9.30-18.30 น.


   ไม่มีค่าเข้าชม ยกเว้นการจัดกิจกรรม และการแสดง
    เป็นกรณีพิเศษ



   มีที่จอดรถให้บริการ 2 ชั้น
   ชันจอดรถ B1 สามารถจอดรถได้ 56 คัน 
      ้
    ชันจอดรถ B2 สามารถจอดรถได้ 62 คัน
        ้
   บ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ตั้งอยู่ทเลขที่ ๑๙ ซอยพระพินจ
                                 ี่                   ิ
    สาทรใต้ ซึ่งคนทัวไปเคยเรียกกันว่า บ้านซอยสวนพลู
                      ่
    เป็นบ้านที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ อยูอาศัยมา ๓๕ ปี จนถึง
                                    ่
    อสัญกรรม เมือ พ.ศ. ๒๕๔๓ กรมศิลปากรได้ขึ้น
                   ่
    ทะเบียนเป็นโบราณสถานประเภทบ้านบุคคลสำาคัญ โด
    ยม.ล.รองฤทธิ์ ปราโมช เป็นเจ้าของบ้านคนปัจจุบัน
   ในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซอยที่แยกจากถนน
    สาทรใต้ไปทางถนนนางลิ้นจีและทะลุออกถนนจันทร์
                                      ่
    ซึงปัจจุบันเรียกว่าซอยสาทร ๓ นัน เรียกว่า ซอย
        ่                               ้
    สวนพลู ซึ่งยังมีซอยเล็กๆ แยกคดเคี้ยวไปในเขต
    ทุงมหาเมฆอีกหลายซอย กรุงเทพมหานครยังคงรักษา
      ่
   ซอยพระพินิจ เป็นซอยแยกที่อยู่ถดจากซอยสวนพลู ๗ มาทาง
                                        ั
    ปากทางเข้าด้านถนนสาทรใต้ ในสมัยนั้นทุ่งมหาเมฆยังไม่มีผู้คน
    อาศัยอยู่แออัดเช่นในปัจจุบัน ส่วนมากยังคงเป็นเรือกสวนปลุก
    ต้นหมากต้นพลู ที่ดินยังมีราคาถูกมากเพราะถือว่าเป็นเขต
    ชานเมือง เมื่อปลายสงครามโลกประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๔ ม.ร.ว.คึก
    ฤทธิ์ได้ซื้อที่ดินในซอยนี้ไว้ ๕ ไร้เศษ ราคาตารางวาละ ๗ บาท
    ซึ่งเจ้าของเดิมให้เช่าเป็นสวนปลูกต้นพลู หลังจากนั้นได้ไปเห็น
    เรือนไทยหลังหนึ่งแถวเสาชิงช้า ซึ่งเทศบาลกรุงเทพฯ ได้เวนคืน
    มาเพราะต้องการใช้ที่บริเวณนั้น สร้างศาลาว่าการ
    กรุงเทพมหานคร แม้จะอยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก ก็ยังเห็นได้ว่า
    เป็นเรือนไทยแบบภาคกลาง ที่ปลูกอย่างประณีตงดงาม จึงขอ
    ซื้อจากเทศบาลกรุงเทพฯ ในราคา ๒,๗๐๐ บาท โดยเพิ่มราคา
    ให้อก ๗๐๐ บาทจากราคาต้นทุนที่ทางเทศบาลได้คำานวณและ
          ี
    เสนอขาย “เทศบาลกรุงเทพฯ บอกว่าไม่เคยขายอะไรได้กำาไร
   ม.ร.ว.คึกฤทธิ์อธิบายว่า นอกจากเหตุผลทีในสมัยก่อน
                                            ่
    การสร้างบ้านไม้ราคาถูกกว่าบ้านที่เป็นตึกมากแล้ว
    ท่านมีความใฝ่ฝันจะอยูในบ้านแบบไทย “เพราะรัก
                            ่
    เรือนไทยมานานแสนนาน เนื่องจากเห็นความสวยงาม
    อยากอยูอย่างไทย มีนอกชานเล่น” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ทิ้ง
             ่
    เรือนหลังนีไว้ในทีเดิม จนกระทังไปเห็นว่ามีคนแกะ
                 ้     ่           ่
    บานประตูหน้าต่างไป จึงไปร้องเรียนให้ทางเทศบาล
    ติดตามมาจนครบ และได้รื้อถอนมากองไว้ในทีดินที่ซอ
                                                 ่     ื้
    ไว้อีกหลายปี จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงคิดทีจะปลูก
                                               ่
    สร้างบ้านอยูเป็นการถาวร และได้ให้นายนำ้าเชื่อม เล็ก
                   ่
    ประทุม ซึงเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดมานาน ไปเสาะหาเรือน
               ่
    แบบเรือนภาคกลางอีก ๒ หลังมาจากบ้านเดิมทีผักไห่ ่
   ชุมชนชาวผักไห่มีความผูกพันกับราชสกุล
    ปราโมชมานาน เพราะบรรพบุรุษเคยเป็น
    มหาดเล็กฝีพาย ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของพระ
    เจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคำารบ บิดาของ
    ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ บ้าน ๓ หลังนี้สร้างเสร็จในเวลา
    ๖ เดือน ท่านเจ้าของบ้าน ได้ให้ทำาพายมี
    ลวดลายสีทอง ประดับไว้บนเหนือประตูเรือน
    ประธาน “เป็นการเซ็นชื่อ” ได้เข้าอยู่อาศัยเมื่อ
    พ.ศ. ๒๕๐๓ และได้เรียกขานกันว่า บ้านซอย
    สวนพลูอันลือลั่น
   พิพ ธ ภัณ ฑสถานแห่ง ชาติ พระนคร  ตั้งอยู่ใน
         ิ
    บริเวณพระราชวังบวรสถานมงคลหรือส่วนหนึงของที่      ่
    ประทับวังหน้า (พื้นทีพระราชวังของสมเด็จพระบวร
                             ่
    ราชเจ้าตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เป็นต้นมามีอาณาเขตตั้งแต่
    บริเวณมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ มหาวิทยาลัย
    ธรรมศาสตร์ สนามหลวงตอนเหนือ อนุสาวรียทหาร       ์
    อาสา และโรงละครแห่งชาติในปัจจุบัน) ในสมัยรัชกาล
    ที่ 1 ตั้งอยู่ทถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมหา
                   ี่ ถนนหน้        แขวงพระบรมหา
    ราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร อยู่ระหว่าง
    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโรงละครแห่งชาติตรง
                                และ                     ตรง
    ข้ามสนามหลวง ประกอบด้วยหมูพระทีนงต่าง ๆ ได้แก่ 
                                        ่ พระที่ ั่
    พระทีนงศิวโมกขพิมาน พระทีนงพุทไธสวรรย์ 
           ่ ั่                    ่ ั่
   ประวัติ
   การจัดตั้งพิพธภัณฑ์ในประเทศไทยนั้นเริ่มขึ้นในรัชสมัย
                      ิ
    พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หว โดยพระองค์ทรงจัดตั้ง
                                             ั
    พิพิธภัณฑ์สวนพระองค์ขึ้นทีพระทีนั่งราชฤดีซึ่งตั้งอยู่บริเวณ
                    ่              ่     ่
    ด้านข้างของพระทีนั่งอมรินทรวินจฉัย ต่อมา เมื่อพระองค์ทรง
                        ่            ิ
    สร้างพระอภิเนาว์นเวศน์ขึ้นภายในพระบรมมหาราชวัง จึงโป
                          ิ     ขึ
    รดฯ ให้ยายโบราณวัตถุและของแปลก ๆ มาไว้ยง
                  ้                                ั
    พระทีนงประพาสพิพธภัณฑ์ในหมูพระอภิเนาว์นเวศน์ ซึ่งนับ
           ่ ั่             ิ          ่         ิ
    เป็นพิพธภัณฑ์ส่วนพระองค์ หรือ “รอยัล มิวเซียม” (Royal
                ิ
    Museum) มิได้เปิดให้ประชาชนทัวไปเข้าชม[1][2]
                                           ่
   ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หว      ั
     พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง
    พิพิธภัณฑสถานสำาหรับพระนครขึ้นที่หอคองคอเดีย (
    ศาลาสหทัยสมาคม ในปัจจุบัน) เรียกว่า "มิวเซียม" หรือ
    "พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย" โดยมีพิธีเปิดเมือวันที่ 19
                                                     ่
     กันยายน พ.ศ. 2417ซึ่งนับเป็นวันกำาเนิดของ
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย[3]
     พิพธภัณฑสถานตั้งอยูภายในพระบรมมหาราชวังเป็นเวลา
         ิ                    ่
   ครั้งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหัว เจ้า
                                                   ่
    นายฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ เหลือน้อยพระองค์ พระองค์จึง
    ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายฝ่ายพระราชวังบวรฯ
    เข้าไปประทับในพระบรมมหาราชวัง และพระราชทานพระ
    มหามณเฑียร ณ ขณะนันให้เป็นโรงทหาร จนถึงรัชสมัย
                           ้
    พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยูหัว พระองค์โปรดฯ ให้ย้าย
                                     ่
    โรงทหารไปอยู่ที่วังจันทรเกษม (บริเวณกระทรวงศึกษาธิการ
                     วั
     ในปัจจุบัน) ส่วนพระราชมณเฑียรของพระราชวังบวรฯ
    ทังหมดจัดเป็นพิพิธภัณฑสถานสำาหรับพระนครและหอสมุด
      ้
    พระวชิรญาณเพื่อจัดตั้งเป็น พิพ ธ ภัณ ฑสถานสำา หรับ
                                   ิ
    พระนคร  เมื่อ พ.ศ. 2469[5] ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ
    เป็น พิพ ิธ ภัณ ฑสถานแห่ง ชาติ พระนคร  เมื่อ พ.ศ. 2477
   ในปี พ.ศ. 2510 ได้สร้างอาคารเพิมขึ้นอีก 2 หลัง คือ
                                       ่
    "อาคารมหาสุรสิงหนาท" ปัจจุบัน จัดแสดงความเป็นมา ศิลป
    วัตถุ โบราณวัตถุในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และในยุค
   ของจัดแสดง
   แนวทางการจัดแสดง ปัจจุบัน พิพิธภัณสถานแห่ง
    ชาติ พระนคร แบ่งการจัดแสดง ออกเป็น 3 หัวเรื่อง
    ใหญ่ ๆ คือ
   ประวัติศาสตร์ชาติไทย จัดแสดงในพระที่นงศิวโมก
                                         ั่
    ขพิมาน
   ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีในประเทศไทย
    จัดแสดงตามยุคสมัย คือ
       สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จัดแสดงในอาคารส่วนหลัง ของ
        พระทีนงศิวโมกขพิมาน
              ่ ั่
       สมัยประวัติศาสตร์ จัดแสดงในอาคารใหม่ 2 หลัง ที่
        สร้างขนาบสองข้างของหมูวิมานเมือ พ.ศ. 2510 โดย
                                  ่     ่
        แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ สมัยก่อนพุทธศักราช 1800 ได้แก่
   3.ประณีตศิลป์ และ ชาติพันธุวิทยา จัดแสดงในหมู่
                                   ์
    พระวิมาน คือ พระที่นั่งวสันตพิมาน พระที่นั่งวายุ
    สถานอมเรศ และ พระที่นงพรหมเมศธาดา ศิลป
                              ั่
    โบราณวัตถุที่จัดแสดง ได้แก่ เครื่องทอง เครื่องถม 
    เครื่องมุก เครื่องดนตรี เครื่องไม้จำาหลัก ผ้าโบราณ
    เครื่องถ้วย เครื่องสูง ราชยานคานหาม อาวุธโบราณ
    เครื่องใช้ในพิธีพระพุทธศาสนา และ อัฐบริขารของ
                     พระพุ
    สงฆ์ และ เครื่องการละเล่นต่าง ๆ เช่น หัวโขน หุ่น
    กระบอก หุ่นเล็ก และหนังใหญ่ เป็นต้น นอกจากนี้ ยัง
    มี ราชรถที่ใช้ในกระบวนแห่พระบรมศพ คือพระมหา
    พิชยราชรถ เวชยันตรราชรถ ราชรถน้อย และ เครื่อง
        ั
    ประกอบการพระราชพิธีต่าง ๆ ที่ใช้ใน พระราชพิธี
    ถวายพระเพลิงพระบรมศพ จัดแสดงใน อาคารโรง
    ราชรถ
   นอกจากศิลปะโบราณวัตถุแล้ว พิพิธภัณฑสถานแห่ง
    ชาติ พระนคร ยังมีโบราณสถานคือ พระที่นั่ง และ
                       โบราณสถาน
    พระตำาหนักบางองค์ ที่เป็นตัวอย่างของ งาน
    สถาปัตยกรรมไทยที่งดงาม เช่น พระที่นั่งพุทไธสวร
    รย์ ภายในพระที่นั่งประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ และมี
    จิตรกรรมฝาผนังที่งดงามยิ่ง พระที่นงอิศเรศราชานุ
                                         ั่
    สรณ์ ที่ประทับ ของ
    พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระตำาหนัก
    แดง ที่ประทับ ของสมเด็จพระศรีสริเยนทราบรมราชินี
                                       ุ
    ในรัชกาลที่ 2 รวมไปถึง พระที่นั่งขนาดย่อม และ
    ศาลาทรงไทยในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ศาลาสรง ศาลา
    สำาราญมุขมาตย์ พระที่นั่งมังคลาภิเษก และ พระที่นั่ง
    ปาฏิหาริย์ทัศนัย ด้วยเหตุนี้จึงทำาให้พิพิธภัณฑสถาน
    แห่งชาติ พระนคร ยังคงมีเอกลักษณ์ทาง
   พระที่น ั่ง ศิว โมกขพิม าน
   เดิมเคยเป็นห้องสำาหรับสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหา
    สุรสิงหนาท เสด็จออกขุนนางและบำาเพ็ญพระราชกุศล
    ต่าง ๆ ปัจจุบันจัดแสดงเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย
   สมัยสุโขทัย จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อตั้ง
    อาณาจักร สถาปัตยกรรม การชลประทานการผลิต
    เครื่องสังคโลก ศิลาจารึกหลักที่ 1 สมัยสุโขทัย (พุทธ
    ศตวรรษที่ 19)
   สมัยกรุงศรีอยุธยา จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ
    การเมือง การปกครองและเหตุการณ์ณ์สำาคัญใน
    ประวัติศาสตร์ ตู้จัดแสดงเหตุการณ์สงครามเสียพระสุ
    ริโยทัย พ.ศ. 2091
   สมัยรัตนโกสินทร์ จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระมหา
                        จั
   พระที่น ั่ง พุท ไธสวรรย์
   พระที่นงพุทไธสวรรค์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1
           ั่
    สำาหรับประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ภายในมีภาพ
    จิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติและภาพเทพชุมนุม
   พระพุทธสิหิงค์ ตามตำานานกล่าวว่า เจ้าเมือง
    นครศรีธรรมราชได้มาจากลังกาแล้วนำาขึ้นไปถวาย
    พระเจ้ากรุงสุโขทัย จากนั้นได้ถูกอัญเชิญไป
    ประดิษฐานหลายเมือง เช่น กรุงศรีอยุธยา
    กำาแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่
   พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะสุโขทัย สำาริดกะไหล่ทอง สูง
    166 ซม.
   ภาพเขียนพุทธประวัติ ตอนเทศนาโปรดพุทธมารดา
    บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จิตรกรรมฝาผนังในพระที่นง   ั่
   พระตำา หนัก แดง
   เดิมนั้นตั้งอยู่บริเวณด้านหลังพระที่นั่งดุสิตมหา
    ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง 
    พระบาทสมเด็จ พระพุท ธยอดฟ้า จุฬ าโลกมหาราช
     รัชกาลที่ ๑ ได้โปรดฯให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับ
    ของสมเด็จพระพี่นางเธอ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรี
    สุดารักษ์ ซึ่งเป็นพระพี่นางพระองค์เล็ก และก็ได้สร้าง
    พระตำาหนักเขียวขึ้นเพื่อถวายเป็นที่ประทับของ
    สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี ซึ่ง
    เป็นพระพี่นางพระองค์ใหญ่
   เมื่อสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระศรีสดารักษ์สนพระชนม์
                                 ุ       ิ้
    ใน พ.ศ. ๒๓๓๒ แล้ว พระธิดา คือ เจ้าฟ้าหญิง
    บุญรอด ได้ทรงครอบครองตำาหนักแดงต่อมา จน
    กระทั่งทรงย้ายไปประทับกับพระบาทสมเด็จ
    พระพุทธเลิศหล้านภาลัยผู้ทรงเป็นพระภัศดา (ใน
    ขณะที่ทรงดำารงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูก
    ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร) ณ พระราชวัง
    เดิม กรุงธนบุรี
   และเมื่อสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เสด็จ
    เถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธ
    เลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ได้ทรงย้ายที่ประทับ
    จากพระราชวังเดิม กรุงธนบุรีมาประทับในพระบรม
    มหาราชวังพร้อมกับสมเด็จ พระศรีส ร ิเ ยนทราบ
                                       ุ
   ๑. สมเด็จเจ้าฟ้าชายมงกุฏ (ได้เสด็จเถลิงถวัลยราช
    สมบัติ เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
    รัชกาลที่ ๔)
   ๒. สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฑามณี (ได้รับพระราชทานพระ
    บวรราชาภิเษกเป็น 
    พระบาทสมเด็จ พระปิน เกล้า เจ้า อยู่ห ัว  )
                            ่
   ครั้นถึงรัชกาลที่ ๓ สมเด็จพระศรีสริเยนทราบรม
                                     ุ
    ราชินี ในรัชกาลที่ ๒ ได้เสด็จออกไปประทับอยู่
    พระราชวังเดิมกับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่
    หัว ด้วยเหตุที่ว่าในระยะเวลาช่วงนั้น ภายในพระบรม
    มหาราชวังมีการเปลี่ยนแปลงให้รื้อตำาหนักเครื่องไม้
    ในพระราชวังหลวงสร้างเป็นตำาหนักตึก รัชกาลที่ ๓
    จึงได้พระราชทานตำาหนักแดงของเดิมให้ไปปลูก
   เมื่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี สวรรคตใน
    รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ
    พ.ศ. ๒๓๗๙ พระบาทสมเด็จพระปินเกล้าเจ้าอยู่หัว
                                     ่
    ได้ทรงย้ายที่ประทับจากพระราชวังเดิม กรุงธนบุรีมา
    อยู่ภายในพระราชวังบวรสถานมงคล จึงโปรดเกล้าฯ
    ให้รื้อตำาหนักแดงจากพระราชวังเดิมให้มาสร้างใหม่ที่
    ท้ายพระบวรราชวัง (บริเวณที่ตั้งของอาคารประพาส
    พิพิธภัณฑ์ในปัจจุบน) เมื่อพระบาท
                        ั
    สมเด็จพระปินเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระตำาหนักแดง
                 ่
    ไม่ได้รับการดูแลจึงชำารุดทรุดโทรมตามกาลเวลา จน
    กระทั่งถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่
    หัว รัชกาลที่ ๗ ปี พ.ศ. 2470 สมเด็จพระศรีสวรินท
    ราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จประพาส
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้ทอดพระเนตรเห็นพระ
   ต่อมาในปี 2506 ได้มีการปฏิสงขรณ์อีกครั้งหนึ่ง
                                      ั
    โดยได้ย้ายพระตำาหนักแดง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของ
    หมู่พระวิมานมาปลูกที่หลังพระที่นั่งศิวโมกขพิมานดัง
    ที่เห็นในปัจจุบนั
   การจัด แสดง  ภายในพระตำาหนักแดงมีการจัดแสดง
    สิงของ เครื่องใช้ของชนชั้นสูง ส่วนใหญ่เป็นศิลปวัตถุ
      ่
    ที่เป็นเครื่องประดับบ้าน เช่น ตู้เท้าสิงห์ โต๊ะและเก้าอี้
    เท้าสิงห์ โถเบญจรงค์ หีบใส่ผาของชนชันสูง และ
                                   ้            ้
    ศิลปวัตถุของผู้ครอบครองตำาหนัก ได้แก่ พระแท่น
    บรรทม และฉลองพระบาทของสมเด็จพระศรีสริเยน         ุ
    ทราบรมราชินีในรัชกาลที่ 2 โคมส่องเสด็จของ
    สมเด็จพระปินเกล้าเจ้าอยู่หัว
                  ่
   พระที่น ั่ง อิศ ราวิน จ ฉัย
                          ิ
   สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพย์ในสมัย
    รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้า ให้สร้างขึ้นเป็นท้องพระ
    โรงใช้เป็นที่เสด็จออก ปัจจุบันใช้เป็นห้องจัด
    แสดงนิทรรศการพิเศษหมุนเวียนตลอดปี
   ห้องมุขกระสัน ภายในห้องมหรรฆภัณฑ์ซึ่งเก็บ
    รักษาและจัดแสดงเครื่องทองที่ได้จากการขุดค้น
    ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเครื่องทองใน
    สมัยรัตนโกสินทร์
   พระพุทธรูปบุทอง ศิลปะรัตนโกสินทร์ (พุทธ
   พระที่น ง ภิม ข มณเฑีย ร
              ั่     ุ
   จัดแสดงเครื่องราชยาน คานหาม สัปคับ เสลี่ยง
    กง เสลี่ยงหิ้วและสีวิกา
   พระที่นั่งราเชนทรยาน สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1
    ไม้จำาหลักปิดทองประดับกระจก กว้าง 103 ซม.
    ยาว 191 ซม. สูง 415 ซม. ใช้สำาหรับราชพิธี
   [แก้]พระที่น ง ทัก ษิณ าภิม ข
                  ั่            ุ
   เคยเป็นที่ประทับในสมัยสมเด็จพระบวรเจ้ามหา
    ศักดิพลเสพย์ ปัจจุบันจัดแสดงเครื่องการละเล่น
    หุ่น หัวโขน หนังใหญ่ เครื่องแต่งกาย ละคร
    เครื่องกีฬาไทย หมากรุกงา ปีกระเบื้อง ตัวหวย
                                  ้
    กอ ขอ
   ตัวหนังใหญ่ ศิลปะรัตนโกสินทร์ ทำาด้วยหนังวัว
   พระที่น ั่ง วสัน ตพิม าน
   ชันล่าง จัดแสดงเครื่องถ้วยล้านนา ลพบุรี
      ้
    เบญจรงค์ลายนำ้าทอง เครื่องถ้วยญี่ปน และ
                                      ุ่
    เครื่องถ้วยยุโรป
   ชามเบญจรงค์ ศิลปะไทย – จีน สมัยอยุธยาดิน
    เผาเนื้อกระเบื้อง
   [แก้]พระที่น ั่ง วสัน ตพิม าน
   ชันบน จัดแสดงงาช้าง งาช้างจำาหลัก และเครื่อง
        ้
    ใช้ที่ทำาจากงาช้าง
   งาช้างแกะสลักเป็นพระพุทธรูป ศิลปะพม่า (พุทธ
    ศตวรรษที่ 25) สูงพร้อมฐาน 8. ซม.
   พระที่น ง ปัจ ฉิม าภิม ุข
            ั่
   จัดแสดงของใช้ประดับมุก เครื่องมุกส่วนใหญ่
    เป็นของสมเด็จ ฯ กรมพระนครสวรรค์พินต   ิ
    ประทานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
   เตียบ สมัยรัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ 25)
    หวายแลไม้ลงรักประดับมุข ปากกว้าง 49.5 ซม.
    สูงพร้อมฝา 62 ซม.
   [แก้]พระที่น ง ปฤษฎางคภิม ุข
                 ั่
   จัดแสดงหุ่นจำาลองม้าและช้างทองเครื่องคชาธาร
    อาวุธภัณฑ์สมัยโบราณและกลองศึก
   เกี่ยวกับการเข้าชมพิพธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
                            ิ
   ระเบีย บปฏิบ ัต ิใ นการเข้า ชม
   ผู้เข้าชมพิพธภัณฑสถานแห่งชาติ ต้องแต่งกายให้เป็นที่
                 ิ
    เรียบร้อยและต้องไม่ปฏิบัติดังต่อไปนี้
   นำาหีบห่อและสิ่งใด ๆ ทีอาจบรรจุปกคลุมปิดบังหรือซ่อน
                              ่
    เร้นสิงของในพิพธภัณฑสถานแห่งชาติออกไป เข้าไปใน
           ่           ิ
    ห้องจัดตั้งโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ
   ก่อความรำาคาญด้วยประการใด ๆ แก่เจ้าหน้าทีหรือผู้เข้า
                                                 ่
    ชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
   จับต้องหรือหยิบฉวยสิ่งของทีจัดตั้งแสดงไว้ใน
                                 ่
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
   สูบบุหรี่ในห้องทีจัดตั้งโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ
                     ่
   ขีด เขียน จารึก หรือทำาความสกปรกแก่สิ่งของและอาคาร
    สถานทีในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
             ่
   การบริก าร
   บริการนำาชมเป็นหมูคณะ โดยการนัดหมาย
                      ่
   บริการสื่อโสตทัศนศึกษา โดยการนัดหมาย
   บริการให้ยมนิทรรศการหมุนเวียน โดยการนัดหมาย
               ื
   บริการให้ยมภาพถ่าย โดยการนัดหมาย
                 ื
   บริการห้องสมุดทุกวันยกเว้นวันจันทร์-อังคาร (วันหยุด
    ของพิพธภัณฑ์)
            ิ
   บริการนำาชมคนไทยทุกวันอาทิตย์ 2 รอบ ดังนี้ เวลา
    10.00 น. และ 13.30 น. โดยอาสาสมัคร
    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
   บริการนำาชมภาษาต่างประเทศ โดยกลุ่มสตรีอาสาสมัคร
       วันพุธ เวลา 09.30 น. ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาญี่ปุ่น
       วันพฤหัสบดี เวลา 09.30 น. ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส
        ภาษาเยอรมัน
   เวลาทำา การ  09.00-16.00 น. ปิดวันจันทร์ วันอังคาร
   ประวัติ
   พระทีนั่งวิมานเมฆเป็นพระที่นั่งที่สร้างด้วยไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุด
           ่
    ในโลก และเป็นพระที่นงถาวรองค์แรกในพระราชวังดุสิต 
                             ั่
    พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง
    ขึ้นในพระราชวังดุสิต (ซึ่งในรัชสมัยของพระองค์เรียกว่า
    พระราชวังสวนดุสิต) ใน พ.ศ. 2444 โดยโปรดเกล้าฯ ให้รื้อ
    พระทีนั่งมันธาตุรัตนโรจน์ ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นที่เกาะสีชัง
             ่                                             เกาะสี
    เมื่อ พ.ศ. 2435 แต่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยโปรดเกล้าฯ
    ให้พระราชโยธาเทพ (กร หงสกุล ต่อมาเป็นพระยาราชสงคราม)
    เป็นนายงานรื้อพระที่นงมันธาตุรัตนโรจน์จากเกาะสีชังมาสร้าง
                          ั่
    ในสวนดุสิต และพระราชทานนามว่า "พระที่น ั่ง วิม านเมฆ "[1]
     และทรงวางศิลาฤกษ์พระที่นั่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.
    2443[2] โปรดเกล้าฯ ให้
    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
   พระที่นั่งวิมานเมฆสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง มี
    ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่งดงามประณีตและได้
    รับอิทธิพลการก่อสร้างแบบตะวันตก การก่อสร้าง
    แล้วเสร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2444 และได้เสด็จ
    มาประทับที่พระที่นงวิมานเมฆ จนกระทั่ง
                      ั่
    พระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน
    พ.ศ. 2445 สร้างเสร็จเรียบร้อยใน พ.ศ. 2449
     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้
    เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับที่พระที่นงอัมพร
                                            ั่
    สถานเป็นการถาวร จนกระทั่งเสด็จสวรรคตเมือวัน  ่
    ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 และพระที่นั่งวิมานเมฆ
    ยังคงเป็นสถานที่ประทับของเจ้านายจนกระทั่งสิน    ้
    รัชกาล เจ้านายฝ่ายในและข้าราชบริพารจึงได้กลับ
    มาประทับที่พระบรมมหาราชวัง
                 พระบรมมหาราชวั
   ในรัชสมัย
    พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรด
    เกล้าฯ ให้
    สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา
    ประทับที่พระที่นั่งวิมานเมฆในพ.ศ. 2468 แต่
    เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ
    สวรรคตเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468
     สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชายา
    ก็ทรงย้ายออกจากพระที่นั่งวิมานเมฆ และจาก
    นั้นมา พระที่นงวิมานเมฆก็มิได้เป็นพระราชฐาน
                  ั่
    ที่ประทับของเจ้านายอีก
   ในรัชกาลปัจจุบน พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นปีที่ฉลอง
                     ั
    กรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี 
    สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรง
   ลักษณะขององค์พระทีนง    ่ ั่
   พระทีนงองค์นี้ เป็นอาคารแบบวิตอเรีย ได้รับอิทธิพล
           ่ ั่
    จากสถาปัตยกรรมยุโรป ผสมกับไทยประยุกต์ องค์
    พระทีนงเป็นรูปอักษรตัวแอล (L) ในภาษาอังกฤษ ยาว
            ่ ั่
    ด้านละ 60 เมตร สูง 20 เมตร เป็นอาคาร 3 ชั้น ยกเว้น
    ตรงส่วนทีประทับซึ่งมีรูปร่างเป็นแปดเหลี่ยม มี 4 ชั้น
                 ่
    ชั้นล่างสุดก่ออิฐ ถือปูน ชั้นถัดขึ้นไปสร้างด้วยไม้สักทอง
    ทังหมดทาด้วยสีครีมอ่อนหลังคาสีแดง และหลังคาเป็น
      ้
    ทรงไทยประยุกต์ มีลวดลายตามหน้าต่าง และช่องลมซึง        ่
    ฉลุเป็นลายทีเรียกว่าขนมปังขิง
                   ่
   สำาหรับพระทีนั่งวิมานเมฆนี้จะแบ่งเป็นห้องชุดต่างๆ 5 สี
                     ่
    ด้วยกัน คือสีฟา เขียว ชมพู งาช้าง และสีลูกพีช (ชมพู
                       ้
    อมส้ม) แต่ละห้องจะจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้สวน   ่
    พระองค์ของรัชกาลที่ 5 รวมถึงเจ้านายชั้นสูง เช่น ห้อง
    สีเขียว เป็นห้องเครื่องเงินจากประเทศจีน ส่วนชั้นสอง
จัดทำาโดยกลุ่ม 3
   ด.ช.โธรัยห์ คำาไวย์ ม.3/7 เลขที่ 3
   ด.ช.นนทกฤต จันทร์หอม ม.3/7 เลขที่ 10
   ด.ช.อัครพนธ์ สังข์กังวาลย์ ม.3/7 เลขที่ 17
   ด.ช.ชนกชนม์ ปานแดง ม.3/7 เลขที่ 24
   ด.ช.วิกรม ทรงบุญเขตกุล ม.3/7 เลขที่ 31
   ด.ญ.พลอยไพลิน ศรีบญ ม.3/7 เลขที่ 38
                          ุ
   น.ส.ภิณฑกานต์ ไก่แก้ว ม.3/7 เลขที่ 45

พิพิธภัณฑ์ในบางกอก

  • 3.
    ประวัติ  โครงการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 โดยกลุ่มศิลปินร่วมสมัยแห่งประเทศไทยนับพันคน ได้จัดแสดงผลงานที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยหวังให้  โดยหวั สังคมเห็นว่า มีศลปินมากพอที่ควรจะมี หอศิลป์ มาเป็นพื้นที่ ิ รองรับในการแสดงออกผลงาน และเก็บรักษาผลงานในอดีตและ ประวัติศาสตร์ เป็นที่รวมกลุมศิลปิน เพื่อพบปะ แลกเปลี่ยนความ ่ คิด แนวการทำางาน ผลก็คือการผลักดันให้เกิดการพัฒนาของ วงการศิลปะในบ้านเมืองนี้  สมัยของ ดร.พิจิตต รัตตกุลได้รับตำาแหน่งเป็นผู้วา กทม. มีการ ่ ผลักดันจนกระทั่ง กทม. มีนโยบายที่จะสร้างหอศิลป์ขึ้น มีการ กำาหนดพืนที่ตั้งหอศิลป์ที่บริเวณสี่แยกปทุมวัน และผู้ชนะจาก ้ การประกวดแบบหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้แก่ บริษัท Robert G. Boughey & Associates (RGB Architects) ความพร้อมทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2539 แต่ ในสมัยของนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่า กทม. คนต่อมา โครงการ
  • 4.
    จากการเคลื่อนไหวเรียกร้องต่อสู้เพื่อให้มีหอศิลป์โดยเครือข่าย ประชาชนและกลุ่มศิลปินที่ยาวนาน จนกระทั่งกรุงเทพมหานคร โดยผู้ว่าราชการฯ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้เล็งเห็นความ สำาคัญของศิลปวัฒนธรรม และได้วางนโยบายด้านศิลป วัฒนธรรมเป็นนโยบายหลัก โดยมุ่งเน้นการสร้างความรู้ ความ เข้าใจ ของเด็ก เยาวชน และประชาชนในสังคม ให้ตระหนักถึง คุณค่าของศิลปวัฒนธรรม สภาแห่งกรุงเทพมหานครจึงได้อนุมัติ งบประมาณดำาเนินการก่อสร้างหอศิลปวัฒนธรรมแห่ง กรุงเทพมหานคร 509 ล้านบาท[1] เพื่อผลักดันให้ กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม ซึ่งหอศิลป วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (Bangkok Art and Culture Centre or bacc) ได้เริ่มก่อสร้างในที่ดินของกรุงเทพมหานคร บริเวณสี่แยกปทุมวัน และได้มีการเปิดโครงการหอศิลป วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2548  ในกำาหนดการเดิม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จะ
  • 5.
    ตัวอาคารสูง 9 ชั้น (บวกอีก 2 ชันใต้ดิน) โดย ้ ในตัวอาคารถูกออกแบบมาให้เป็นทรงกระบอก ซึ่งสามารถเชือมต่อระหว่างอาคารได้ด้วยทาง ่ เดินวน เป็นแนวเอียงขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้คนที่เข้ามา ชมผลงาน สามารถชมได้ต่อเนื่องในแต่ละชั้น นอกจากนีตัวอาคารยังออกแบบมาให้สามารถ ้ รับแสงสว่างจากภายนอกได้ โดยที่แสงไม่แรง พอจะที่เข้ามาถึงขนาดทำาลายผลงานศิลปะที่ แสดงอยู่ข้างในได้ นอกจากห้องนิทรรศการที่มี อยู่หลายส่วนแล้ว ภายในยังมีส่วนที่เป็นห้อง สมุดประชาชน, ห้องปฏิบัติการศิลปะ, ห้อง
  • 6.
    หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ที่ สี่แยกปทุมวัน หัวมุมถนนพระราม 1 และถนน พญาไท  ตรงข้ามห้างมาบุญครอง และสยามดิสคัฟเวอรี่  สาย 15, 16, 21, 25, 29, 34, 36, 40, 47, 48, 50, 54,  73, 73ก, 79, 93, 141, 159, 204, ปอ.501, ปอ.508  และ ปอ.529  เรือสายในคลองแสนแสบ เส้นทางสะพานผ่าน ฟ้า-ประตูนำ้า ขึ้นที่
  • 7.
    รถไฟฟ้าลงสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ โดยชัน 3 ของ ้ หอศิลปฯ มีทาง เดินเชือมต่อกับทางยกระดับสถานี รถไฟฟ้า BTS ่ สนามกีฬา แห่งชาติ   เดินทางได้ 2 เส้นทาง คือ  - เส้นทางถนนพญาไท (จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) ข้ามสะพาน หัวช้าง ชิดขวาเข้าทางเข้า หอศิลปฯ (ก่อนข้ามสี่แยก ปทุมวัน)  - เส้นทางถนนพระราม 1 (จากสนามกีฬาแห่งชาติ) เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพญาไท และเลี้ยวซ้าย 
  • 8.
    เวลาเปิดบริการวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 10.00- 21.00 น. (หยุดวันจันทร์) ส่วนสำานักงาน เปิดทำาการตั้งแต่เวลา 9.30-18.30 น.  ไม่มีค่าเข้าชม ยกเว้นการจัดกิจกรรม และการแสดง เป็นกรณีพิเศษ  มีที่จอดรถให้บริการ 2 ชั้น  ชันจอดรถ B1 สามารถจอดรถได้ 56 คัน  ้ ชันจอดรถ B2 สามารถจอดรถได้ 62 คัน ้
  • 9.
    บ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ตั้งอยู่ทเลขที่ ๑๙ ซอยพระพินจ ี่ ิ สาทรใต้ ซึ่งคนทัวไปเคยเรียกกันว่า บ้านซอยสวนพลู ่ เป็นบ้านที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ อยูอาศัยมา ๓๕ ปี จนถึง ่ อสัญกรรม เมือ พ.ศ. ๒๕๔๓ กรมศิลปากรได้ขึ้น ่ ทะเบียนเป็นโบราณสถานประเภทบ้านบุคคลสำาคัญ โด ยม.ล.รองฤทธิ์ ปราโมช เป็นเจ้าของบ้านคนปัจจุบัน  ในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซอยที่แยกจากถนน สาทรใต้ไปทางถนนนางลิ้นจีและทะลุออกถนนจันทร์ ่ ซึงปัจจุบันเรียกว่าซอยสาทร ๓ นัน เรียกว่า ซอย ่ ้ สวนพลู ซึ่งยังมีซอยเล็กๆ แยกคดเคี้ยวไปในเขต ทุงมหาเมฆอีกหลายซอย กรุงเทพมหานครยังคงรักษา ่
  • 10.
    ซอยพระพินิจ เป็นซอยแยกที่อยู่ถดจากซอยสวนพลู ๗ มาทาง ั ปากทางเข้าด้านถนนสาทรใต้ ในสมัยนั้นทุ่งมหาเมฆยังไม่มีผู้คน อาศัยอยู่แออัดเช่นในปัจจุบัน ส่วนมากยังคงเป็นเรือกสวนปลุก ต้นหมากต้นพลู ที่ดินยังมีราคาถูกมากเพราะถือว่าเป็นเขต ชานเมือง เมื่อปลายสงครามโลกประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๔ ม.ร.ว.คึก ฤทธิ์ได้ซื้อที่ดินในซอยนี้ไว้ ๕ ไร้เศษ ราคาตารางวาละ ๗ บาท ซึ่งเจ้าของเดิมให้เช่าเป็นสวนปลูกต้นพลู หลังจากนั้นได้ไปเห็น เรือนไทยหลังหนึ่งแถวเสาชิงช้า ซึ่งเทศบาลกรุงเทพฯ ได้เวนคืน มาเพราะต้องการใช้ที่บริเวณนั้น สร้างศาลาว่าการ กรุงเทพมหานคร แม้จะอยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก ก็ยังเห็นได้ว่า เป็นเรือนไทยแบบภาคกลาง ที่ปลูกอย่างประณีตงดงาม จึงขอ ซื้อจากเทศบาลกรุงเทพฯ ในราคา ๒,๗๐๐ บาท โดยเพิ่มราคา ให้อก ๗๐๐ บาทจากราคาต้นทุนที่ทางเทศบาลได้คำานวณและ ี เสนอขาย “เทศบาลกรุงเทพฯ บอกว่าไม่เคยขายอะไรได้กำาไร
  • 11.
    ม.ร.ว.คึกฤทธิ์อธิบายว่า นอกจากเหตุผลทีในสมัยก่อน ่ การสร้างบ้านไม้ราคาถูกกว่าบ้านที่เป็นตึกมากแล้ว ท่านมีความใฝ่ฝันจะอยูในบ้านแบบไทย “เพราะรัก ่ เรือนไทยมานานแสนนาน เนื่องจากเห็นความสวยงาม อยากอยูอย่างไทย มีนอกชานเล่น” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ทิ้ง ่ เรือนหลังนีไว้ในทีเดิม จนกระทังไปเห็นว่ามีคนแกะ ้ ่ ่ บานประตูหน้าต่างไป จึงไปร้องเรียนให้ทางเทศบาล ติดตามมาจนครบ และได้รื้อถอนมากองไว้ในทีดินที่ซอ ่ ื้ ไว้อีกหลายปี จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงคิดทีจะปลูก ่ สร้างบ้านอยูเป็นการถาวร และได้ให้นายนำ้าเชื่อม เล็ก ่ ประทุม ซึงเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดมานาน ไปเสาะหาเรือน ่ แบบเรือนภาคกลางอีก ๒ หลังมาจากบ้านเดิมทีผักไห่ ่
  • 12.
    ชุมชนชาวผักไห่มีความผูกพันกับราชสกุล ปราโมชมานาน เพราะบรรพบุรุษเคยเป็น มหาดเล็กฝีพาย ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของพระ เจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคำารบ บิดาของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ บ้าน ๓ หลังนี้สร้างเสร็จในเวลา ๖ เดือน ท่านเจ้าของบ้าน ได้ให้ทำาพายมี ลวดลายสีทอง ประดับไว้บนเหนือประตูเรือน ประธาน “เป็นการเซ็นชื่อ” ได้เข้าอยู่อาศัยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ และได้เรียกขานกันว่า บ้านซอย สวนพลูอันลือลั่น
  • 13.
    พิพ ธ ภัณ ฑสถานแห่ง ชาติ พระนคร  ตั้งอยู่ใน ิ บริเวณพระราชวังบวรสถานมงคลหรือส่วนหนึงของที่ ่ ประทับวังหน้า (พื้นทีพระราชวังของสมเด็จพระบวร ่ ราชเจ้าตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เป็นต้นมามีอาณาเขตตั้งแต่ บริเวณมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ สนามหลวงตอนเหนือ อนุสาวรียทหาร ์ อาสา และโรงละครแห่งชาติในปัจจุบัน) ในสมัยรัชกาล ที่ 1 ตั้งอยู่ทถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมหา ี่ ถนนหน้  แขวงพระบรมหา ราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร อยู่ระหว่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโรงละครแห่งชาติตรง  และ ตรง ข้ามสนามหลวง ประกอบด้วยหมูพระทีนงต่าง ๆ ได้แก่  ่ พระที่ ั่ พระทีนงศิวโมกขพิมาน พระทีนงพุทไธสวรรย์  ่ ั่ ่ ั่
  • 14.
    ประวัติ  การจัดตั้งพิพธภัณฑ์ในประเทศไทยนั้นเริ่มขึ้นในรัชสมัย ิ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หว โดยพระองค์ทรงจัดตั้ง ั พิพิธภัณฑ์สวนพระองค์ขึ้นทีพระทีนั่งราชฤดีซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ่ ่ ่ ด้านข้างของพระทีนั่งอมรินทรวินจฉัย ต่อมา เมื่อพระองค์ทรง ่ ิ สร้างพระอภิเนาว์นเวศน์ขึ้นภายในพระบรมมหาราชวัง จึงโป ิ ขึ รดฯ ให้ยายโบราณวัตถุและของแปลก ๆ มาไว้ยง ้ ั พระทีนงประพาสพิพธภัณฑ์ในหมูพระอภิเนาว์นเวศน์ ซึ่งนับ ่ ั่ ิ ่ ิ เป็นพิพธภัณฑ์ส่วนพระองค์ หรือ “รอยัล มิวเซียม” (Royal ิ Museum) มิได้เปิดให้ประชาชนทัวไปเข้าชม[1][2] ่  ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หว ั  พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานสำาหรับพระนครขึ้นที่หอคองคอเดีย ( ศาลาสหทัยสมาคม ในปัจจุบัน) เรียกว่า "มิวเซียม" หรือ "พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย" โดยมีพิธีเปิดเมือวันที่ 19 ่ กันยายน พ.ศ. 2417ซึ่งนับเป็นวันกำาเนิดของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย[3]  พิพธภัณฑสถานตั้งอยูภายในพระบรมมหาราชวังเป็นเวลา ิ ่
  • 15.
    ครั้งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหัว เจ้า ่ นายฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ เหลือน้อยพระองค์ พระองค์จึง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายฝ่ายพระราชวังบวรฯ เข้าไปประทับในพระบรมมหาราชวัง และพระราชทานพระ มหามณเฑียร ณ ขณะนันให้เป็นโรงทหาร จนถึงรัชสมัย ้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยูหัว พระองค์โปรดฯ ให้ย้าย ่ โรงทหารไปอยู่ที่วังจันทรเกษม (บริเวณกระทรวงศึกษาธิการ วั  ในปัจจุบัน) ส่วนพระราชมณเฑียรของพระราชวังบวรฯ ทังหมดจัดเป็นพิพิธภัณฑสถานสำาหรับพระนครและหอสมุด ้ พระวชิรญาณเพื่อจัดตั้งเป็น พิพ ธ ภัณ ฑสถานสำา หรับ ิ พระนคร  เมื่อ พ.ศ. 2469[5] ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ เป็น พิพ ิธ ภัณ ฑสถานแห่ง ชาติ พระนคร  เมื่อ พ.ศ. 2477  ในปี พ.ศ. 2510 ได้สร้างอาคารเพิมขึ้นอีก 2 หลัง คือ ่ "อาคารมหาสุรสิงหนาท" ปัจจุบัน จัดแสดงความเป็นมา ศิลป วัตถุ โบราณวัตถุในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และในยุค
  • 16.
    ของจัดแสดง  แนวทางการจัดแสดง ปัจจุบัน พิพิธภัณสถานแห่ง ชาติ พระนคร แบ่งการจัดแสดง ออกเป็น 3 หัวเรื่อง ใหญ่ ๆ คือ  ประวัติศาสตร์ชาติไทย จัดแสดงในพระที่นงศิวโมก ั่ ขพิมาน  ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีในประเทศไทย จัดแสดงตามยุคสมัย คือ  สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จัดแสดงในอาคารส่วนหลัง ของ พระทีนงศิวโมกขพิมาน ่ ั่  สมัยประวัติศาสตร์ จัดแสดงในอาคารใหม่ 2 หลัง ที่ สร้างขนาบสองข้างของหมูวิมานเมือ พ.ศ. 2510 โดย ่ ่ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ สมัยก่อนพุทธศักราช 1800 ได้แก่
  • 17.
    3.ประณีตศิลป์ และ ชาติพันธุวิทยา จัดแสดงในหมู่ ์ พระวิมาน คือ พระที่นั่งวสันตพิมาน พระที่นั่งวายุ สถานอมเรศ และ พระที่นงพรหมเมศธาดา ศิลป ั่ โบราณวัตถุที่จัดแสดง ได้แก่ เครื่องทอง เครื่องถม  เครื่องมุก เครื่องดนตรี เครื่องไม้จำาหลัก ผ้าโบราณ เครื่องถ้วย เครื่องสูง ราชยานคานหาม อาวุธโบราณ เครื่องใช้ในพิธีพระพุทธศาสนา และ อัฐบริขารของ พระพุ สงฆ์ และ เครื่องการละเล่นต่าง ๆ เช่น หัวโขน หุ่น กระบอก หุ่นเล็ก และหนังใหญ่ เป็นต้น นอกจากนี้ ยัง มี ราชรถที่ใช้ในกระบวนแห่พระบรมศพ คือพระมหา พิชยราชรถ เวชยันตรราชรถ ราชรถน้อย และ เครื่อง ั ประกอบการพระราชพิธีต่าง ๆ ที่ใช้ใน พระราชพิธี ถวายพระเพลิงพระบรมศพ จัดแสดงใน อาคารโรง ราชรถ
  • 18.
    นอกจากศิลปะโบราณวัตถุแล้ว พิพิธภัณฑสถานแห่ง ชาติ พระนคร ยังมีโบราณสถานคือ พระที่นั่ง และ โบราณสถาน พระตำาหนักบางองค์ ที่เป็นตัวอย่างของ งาน สถาปัตยกรรมไทยที่งดงาม เช่น พระที่นั่งพุทไธสวร รย์ ภายในพระที่นั่งประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ และมี จิตรกรรมฝาผนังที่งดงามยิ่ง พระที่นงอิศเรศราชานุ ั่ สรณ์ ที่ประทับ ของ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระตำาหนัก แดง ที่ประทับ ของสมเด็จพระศรีสริเยนทราบรมราชินี ุ ในรัชกาลที่ 2 รวมไปถึง พระที่นั่งขนาดย่อม และ ศาลาทรงไทยในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ศาลาสรง ศาลา สำาราญมุขมาตย์ พระที่นั่งมังคลาภิเษก และ พระที่นั่ง ปาฏิหาริย์ทัศนัย ด้วยเหตุนี้จึงทำาให้พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ พระนคร ยังคงมีเอกลักษณ์ทาง
  • 19.
    พระที่น ั่ง ศิว โมกขพิม าน  เดิมเคยเป็นห้องสำาหรับสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหา สุรสิงหนาท เสด็จออกขุนนางและบำาเพ็ญพระราชกุศล ต่าง ๆ ปัจจุบันจัดแสดงเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย  สมัยสุโขทัย จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อตั้ง อาณาจักร สถาปัตยกรรม การชลประทานการผลิต เครื่องสังคโลก ศิลาจารึกหลักที่ 1 สมัยสุโขทัย (พุทธ ศตวรรษที่ 19)  สมัยกรุงศรีอยุธยา จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง การปกครองและเหตุการณ์ณ์สำาคัญใน ประวัติศาสตร์ ตู้จัดแสดงเหตุการณ์สงครามเสียพระสุ ริโยทัย พ.ศ. 2091  สมัยรัตนโกสินทร์ จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระมหา  จั
  • 20.
    พระที่น ั่ง พุท ไธสวรรย์  พระที่นงพุทไธสวรรค์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ั่ สำาหรับประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ภายในมีภาพ จิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติและภาพเทพชุมนุม  พระพุทธสิหิงค์ ตามตำานานกล่าวว่า เจ้าเมือง นครศรีธรรมราชได้มาจากลังกาแล้วนำาขึ้นไปถวาย พระเจ้ากรุงสุโขทัย จากนั้นได้ถูกอัญเชิญไป ประดิษฐานหลายเมือง เช่น กรุงศรีอยุธยา กำาแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่  พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะสุโขทัย สำาริดกะไหล่ทอง สูง 166 ซม.  ภาพเขียนพุทธประวัติ ตอนเทศนาโปรดพุทธมารดา บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จิตรกรรมฝาผนังในพระที่นง ั่
  • 21.
    พระตำา หนัก แดง  เดิมนั้นตั้งอยู่บริเวณด้านหลังพระที่นั่งดุสิตมหา ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง  พระบาทสมเด็จ พระพุท ธยอดฟ้า จุฬ าโลกมหาราช  รัชกาลที่ ๑ ได้โปรดฯให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับ ของสมเด็จพระพี่นางเธอ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรี สุดารักษ์ ซึ่งเป็นพระพี่นางพระองค์เล็ก และก็ได้สร้าง พระตำาหนักเขียวขึ้นเพื่อถวายเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี ซึ่ง เป็นพระพี่นางพระองค์ใหญ่
  • 22.
    เมื่อสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระศรีสดารักษ์สนพระชนม์ ุ ิ้ ใน พ.ศ. ๒๓๓๒ แล้ว พระธิดา คือ เจ้าฟ้าหญิง บุญรอด ได้ทรงครอบครองตำาหนักแดงต่อมา จน กระทั่งทรงย้ายไปประทับกับพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยผู้ทรงเป็นพระภัศดา (ใน ขณะที่ทรงดำารงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูก ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร) ณ พระราชวัง เดิม กรุงธนบุรี  และเมื่อสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เสด็จ เถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ได้ทรงย้ายที่ประทับ จากพระราชวังเดิม กรุงธนบุรีมาประทับในพระบรม มหาราชวังพร้อมกับสมเด็จ พระศรีส ร ิเ ยนทราบ ุ
  • 23.
    ๑. สมเด็จเจ้าฟ้าชายมงกุฏ (ได้เสด็จเถลิงถวัลยราช สมบัติ เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔)  ๒. สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฑามณี (ได้รับพระราชทานพระ บวรราชาภิเษกเป็น  พระบาทสมเด็จ พระปิน เกล้า เจ้า อยู่ห ัว  ) ่  ครั้นถึงรัชกาลที่ ๓ สมเด็จพระศรีสริเยนทราบรม ุ ราชินี ในรัชกาลที่ ๒ ได้เสด็จออกไปประทับอยู่ พระราชวังเดิมกับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่ หัว ด้วยเหตุที่ว่าในระยะเวลาช่วงนั้น ภายในพระบรม มหาราชวังมีการเปลี่ยนแปลงให้รื้อตำาหนักเครื่องไม้ ในพระราชวังหลวงสร้างเป็นตำาหนักตึก รัชกาลที่ ๓ จึงได้พระราชทานตำาหนักแดงของเดิมให้ไปปลูก
  • 24.
    เมื่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี สวรรคตใน รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๙ พระบาทสมเด็จพระปินเกล้าเจ้าอยู่หัว ่ ได้ทรงย้ายที่ประทับจากพระราชวังเดิม กรุงธนบุรีมา อยู่ภายในพระราชวังบวรสถานมงคล จึงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อตำาหนักแดงจากพระราชวังเดิมให้มาสร้างใหม่ที่ ท้ายพระบวรราชวัง (บริเวณที่ตั้งของอาคารประพาส พิพิธภัณฑ์ในปัจจุบน) เมื่อพระบาท ั สมเด็จพระปินเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระตำาหนักแดง ่ ไม่ได้รับการดูแลจึงชำารุดทรุดโทรมตามกาลเวลา จน กระทั่งถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่ หัว รัชกาลที่ ๗ ปี พ.ศ. 2470 สมเด็จพระศรีสวรินท ราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จประพาส พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้ทอดพระเนตรเห็นพระ
  • 25.
    ต่อมาในปี 2506 ได้มีการปฏิสงขรณ์อีกครั้งหนึ่ง ั โดยได้ย้ายพระตำาหนักแดง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของ หมู่พระวิมานมาปลูกที่หลังพระที่นั่งศิวโมกขพิมานดัง ที่เห็นในปัจจุบนั  การจัด แสดง  ภายในพระตำาหนักแดงมีการจัดแสดง สิงของ เครื่องใช้ของชนชั้นสูง ส่วนใหญ่เป็นศิลปวัตถุ ่ ที่เป็นเครื่องประดับบ้าน เช่น ตู้เท้าสิงห์ โต๊ะและเก้าอี้ เท้าสิงห์ โถเบญจรงค์ หีบใส่ผาของชนชันสูง และ ้ ้ ศิลปวัตถุของผู้ครอบครองตำาหนัก ได้แก่ พระแท่น บรรทม และฉลองพระบาทของสมเด็จพระศรีสริเยน ุ ทราบรมราชินีในรัชกาลที่ 2 โคมส่องเสด็จของ สมเด็จพระปินเกล้าเจ้าอยู่หัว ่
  • 26.
    พระที่น ั่ง อิศ ราวิน จ ฉัย ิ  สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพย์ในสมัย รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้า ให้สร้างขึ้นเป็นท้องพระ โรงใช้เป็นที่เสด็จออก ปัจจุบันใช้เป็นห้องจัด แสดงนิทรรศการพิเศษหมุนเวียนตลอดปี  ห้องมุขกระสัน ภายในห้องมหรรฆภัณฑ์ซึ่งเก็บ รักษาและจัดแสดงเครื่องทองที่ได้จากการขุดค้น ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเครื่องทองใน สมัยรัตนโกสินทร์  พระพุทธรูปบุทอง ศิลปะรัตนโกสินทร์ (พุทธ
  • 27.
    พระที่น ง ภิม ข มณเฑีย ร ั่ ุ  จัดแสดงเครื่องราชยาน คานหาม สัปคับ เสลี่ยง กง เสลี่ยงหิ้วและสีวิกา  พระที่นั่งราเชนทรยาน สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 ไม้จำาหลักปิดทองประดับกระจก กว้าง 103 ซม. ยาว 191 ซม. สูง 415 ซม. ใช้สำาหรับราชพิธี  [แก้]พระที่น ง ทัก ษิณ าภิม ข ั่ ุ  เคยเป็นที่ประทับในสมัยสมเด็จพระบวรเจ้ามหา ศักดิพลเสพย์ ปัจจุบันจัดแสดงเครื่องการละเล่น หุ่น หัวโขน หนังใหญ่ เครื่องแต่งกาย ละคร เครื่องกีฬาไทย หมากรุกงา ปีกระเบื้อง ตัวหวย ้ กอ ขอ  ตัวหนังใหญ่ ศิลปะรัตนโกสินทร์ ทำาด้วยหนังวัว
  • 28.
    พระที่น ั่ง วสัน ตพิม าน  ชันล่าง จัดแสดงเครื่องถ้วยล้านนา ลพบุรี ้ เบญจรงค์ลายนำ้าทอง เครื่องถ้วยญี่ปน และ ุ่ เครื่องถ้วยยุโรป  ชามเบญจรงค์ ศิลปะไทย – จีน สมัยอยุธยาดิน เผาเนื้อกระเบื้อง  [แก้]พระที่น ั่ง วสัน ตพิม าน  ชันบน จัดแสดงงาช้าง งาช้างจำาหลัก และเครื่อง ้ ใช้ที่ทำาจากงาช้าง  งาช้างแกะสลักเป็นพระพุทธรูป ศิลปะพม่า (พุทธ ศตวรรษที่ 25) สูงพร้อมฐาน 8. ซม.
  • 29.
    พระที่น ง ปัจ ฉิม าภิม ุข ั่  จัดแสดงของใช้ประดับมุก เครื่องมุกส่วนใหญ่ เป็นของสมเด็จ ฯ กรมพระนครสวรรค์พินต ิ ประทานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  เตียบ สมัยรัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ 25) หวายแลไม้ลงรักประดับมุข ปากกว้าง 49.5 ซม. สูงพร้อมฝา 62 ซม.  [แก้]พระที่น ง ปฤษฎางคภิม ุข ั่  จัดแสดงหุ่นจำาลองม้าและช้างทองเครื่องคชาธาร อาวุธภัณฑ์สมัยโบราณและกลองศึก
  • 30.
    เกี่ยวกับการเข้าชมพิพธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ิ  ระเบีย บปฏิบ ัต ิใ นการเข้า ชม  ผู้เข้าชมพิพธภัณฑสถานแห่งชาติ ต้องแต่งกายให้เป็นที่ ิ เรียบร้อยและต้องไม่ปฏิบัติดังต่อไปนี้  นำาหีบห่อและสิ่งใด ๆ ทีอาจบรรจุปกคลุมปิดบังหรือซ่อน ่ เร้นสิงของในพิพธภัณฑสถานแห่งชาติออกไป เข้าไปใน ่ ิ ห้องจัดตั้งโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ  ก่อความรำาคาญด้วยประการใด ๆ แก่เจ้าหน้าทีหรือผู้เข้า ่ ชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  จับต้องหรือหยิบฉวยสิ่งของทีจัดตั้งแสดงไว้ใน ่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  สูบบุหรี่ในห้องทีจัดตั้งโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ่  ขีด เขียน จารึก หรือทำาความสกปรกแก่สิ่งของและอาคาร สถานทีในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ่
  • 31.
    การบริก าร  บริการนำาชมเป็นหมูคณะ โดยการนัดหมาย ่  บริการสื่อโสตทัศนศึกษา โดยการนัดหมาย  บริการให้ยมนิทรรศการหมุนเวียน โดยการนัดหมาย ื  บริการให้ยมภาพถ่าย โดยการนัดหมาย ื  บริการห้องสมุดทุกวันยกเว้นวันจันทร์-อังคาร (วันหยุด ของพิพธภัณฑ์) ิ  บริการนำาชมคนไทยทุกวันอาทิตย์ 2 รอบ ดังนี้ เวลา 10.00 น. และ 13.30 น. โดยอาสาสมัคร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร  บริการนำาชมภาษาต่างประเทศ โดยกลุ่มสตรีอาสาสมัคร  วันพุธ เวลา 09.30 น. ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาญี่ปุ่น  วันพฤหัสบดี เวลา 09.30 น. ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน  เวลาทำา การ  09.00-16.00 น. ปิดวันจันทร์ วันอังคาร
  • 32.
    ประวัติ  พระทีนั่งวิมานเมฆเป็นพระที่นั่งที่สร้างด้วยไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุด ่ ในโลก และเป็นพระที่นงถาวรองค์แรกในพระราชวังดุสิต  ั่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ขึ้นในพระราชวังดุสิต (ซึ่งในรัชสมัยของพระองค์เรียกว่า พระราชวังสวนดุสิต) ใน พ.ศ. 2444 โดยโปรดเกล้าฯ ให้รื้อ พระทีนั่งมันธาตุรัตนโรจน์ ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นที่เกาะสีชัง ่ เกาะสี เมื่อ พ.ศ. 2435 แต่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระราชโยธาเทพ (กร หงสกุล ต่อมาเป็นพระยาราชสงคราม) เป็นนายงานรื้อพระที่นงมันธาตุรัตนโรจน์จากเกาะสีชังมาสร้าง ั่ ในสวนดุสิต และพระราชทานนามว่า "พระที่น ั่ง วิม านเมฆ "[1]  และทรงวางศิลาฤกษ์พระที่นั่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2443[2] โปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
  • 33.
    พระที่นั่งวิมานเมฆสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง มี ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่งดงามประณีตและได้ รับอิทธิพลการก่อสร้างแบบตะวันตก การก่อสร้าง แล้วเสร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2444 และได้เสด็จ มาประทับที่พระที่นงวิมานเมฆ จนกระทั่ง ั่ พระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2445 สร้างเสร็จเรียบร้อยใน พ.ศ. 2449  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับที่พระที่นงอัมพร ั่ สถานเป็นการถาวร จนกระทั่งเสด็จสวรรคตเมือวัน ่ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 และพระที่นั่งวิมานเมฆ ยังคงเป็นสถานที่ประทับของเจ้านายจนกระทั่งสิน ้ รัชกาล เจ้านายฝ่ายในและข้าราชบริพารจึงได้กลับ มาประทับที่พระบรมมหาราชวัง พระบรมมหาราชวั
  • 34.
    ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรด เกล้าฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ประทับที่พระที่นั่งวิมานเมฆในพ.ศ. 2468 แต่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ สวรรคตเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468  สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชายา ก็ทรงย้ายออกจากพระที่นั่งวิมานเมฆ และจาก นั้นมา พระที่นงวิมานเมฆก็มิได้เป็นพระราชฐาน ั่ ที่ประทับของเจ้านายอีก  ในรัชกาลปัจจุบน พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นปีที่ฉลอง ั กรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรง
  • 35.
    ลักษณะขององค์พระทีนง ่ ั่  พระทีนงองค์นี้ เป็นอาคารแบบวิตอเรีย ได้รับอิทธิพล ่ ั่ จากสถาปัตยกรรมยุโรป ผสมกับไทยประยุกต์ องค์ พระทีนงเป็นรูปอักษรตัวแอล (L) ในภาษาอังกฤษ ยาว ่ ั่ ด้านละ 60 เมตร สูง 20 เมตร เป็นอาคาร 3 ชั้น ยกเว้น ตรงส่วนทีประทับซึ่งมีรูปร่างเป็นแปดเหลี่ยม มี 4 ชั้น ่ ชั้นล่างสุดก่ออิฐ ถือปูน ชั้นถัดขึ้นไปสร้างด้วยไม้สักทอง ทังหมดทาด้วยสีครีมอ่อนหลังคาสีแดง และหลังคาเป็น ้ ทรงไทยประยุกต์ มีลวดลายตามหน้าต่าง และช่องลมซึง ่ ฉลุเป็นลายทีเรียกว่าขนมปังขิง ่  สำาหรับพระทีนั่งวิมานเมฆนี้จะแบ่งเป็นห้องชุดต่างๆ 5 สี ่ ด้วยกัน คือสีฟา เขียว ชมพู งาช้าง และสีลูกพีช (ชมพู ้ อมส้ม) แต่ละห้องจะจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้สวน ่ พระองค์ของรัชกาลที่ 5 รวมถึงเจ้านายชั้นสูง เช่น ห้อง สีเขียว เป็นห้องเครื่องเงินจากประเทศจีน ส่วนชั้นสอง
  • 36.
    จัดทำาโดยกลุ่ม 3  ด.ช.โธรัยห์ คำาไวย์ ม.3/7 เลขที่ 3  ด.ช.นนทกฤต จันทร์หอม ม.3/7 เลขที่ 10  ด.ช.อัครพนธ์ สังข์กังวาลย์ ม.3/7 เลขที่ 17  ด.ช.ชนกชนม์ ปานแดง ม.3/7 เลขที่ 24  ด.ช.วิกรม ทรงบุญเขตกุล ม.3/7 เลขที่ 31  ด.ญ.พลอยไพลิน ศรีบญ ม.3/7 เลขที่ 38 ุ  น.ส.ภิณฑกานต์ ไก่แก้ว ม.3/7 เลขที่ 45